ความจริงความคิด : การวางแผนภาษีการรับมรดก 3
วันนี้เรามาคุยสรุปกันถึงเรื่องที่ค้างไว้เมื่อครั้งที่แล้ว ว่ามีวิธีง่ายๆในการบริหารภาษีการรับมรดกหรือไม่ แบบที่ไม่ต้องโอนสัญชาติ ไม่ต้องย้ายบ้านออกนอกประเทศ
วันนี้เรามาคุยสรุปกันถึงเรื่องที่ค้างไว้เมื่อครั้งที่แล้ว ว่ามีวิธีง่ายๆในการบริหารภาษีการรับมรดกหรือไม่ แบบที่ไม่ต้องโอนสัญชาติ ไม่ต้องย้ายบ้านออกนอกประเทศ
ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันเกี่ยวกับความหมายทางกฎหมายของคำว่า “มรดก” รวมถึงอัตราภาษีการรับมรดก หลายคนสงสัยทำไมเวลาคุยเรื่องมรดกถึงต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะไปหมด เหตุผลก็เพราะ คนที่เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกได้เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า เจตนารมณ์ของเจ้ามรดกจริงๆว่า ก่อนตายตั้งใจว่าอย่างไร
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอริยสัจ 4 แม้จะเป็นความจริงอันประเสริฐที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่หากถามว่าใครสามารถปล่อยวาง หรือ เข้าใจความจริงตามธรรมชาติข้อนี้ได้ คงนับคนได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ยิ่งไม่สามารถปล่อยวางได้
ผมชอบถามคำถาม 3 ข้อเสมอทุกครั้งที่บรรยายเรื่องเกี่ยวกับ “การวางแผนมรดก”
เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา ผมได้ประสบความสำเร็จในการเอาชนะใจตนเอง เอาชนะขีดจำกัดด้านร่างกายของตนเอง ด้วยวัยกว่า 60 ปีที่เดินขึ้นกะไดยังเหนื่อยหอบ ด้วยการสมัคร Bangkok Marathon ครั้งที่ 33 ในระยะทาง full marathon 42.195 กม. ตามคำชวนของลูกสาวที่สมัครวิ่งเป็นเพื่อนพ่อที่ระยะทาง Half marathon 21 กม.
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณ social media ที่เป็นช่องทางในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ทำให้เราได้รู้ ได้เห็นประสบการณ์ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะกับธุรกิจประกันที่เป็นช่องทางในการบริหารความเสี่ยงในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าภาวะโควิดทำให้คนสนใจประกันสุขภาพ ภาวะน้ำท่วมทำให้คนสนใจซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 กันมากขึ้น เพราะความเชื่อมั่น ความไว้วางใจว่า ความเสี่ยงของเราจะได้รับการดูแลที่ดีจากบริษัทประกัน
ใกล้สิ้นปี นอกจากเรื่องวางแผนภาษี ก็มีเรื่องเกษียณนี่แหละที่คนอยากรู้กัน คำถามหนึ่งที่มักเจอเสมอเลย ก็คือ การเลือกประกันสังคม ว่า จะออกมารับบำเหน็จ หรือ บำนาญชราภาพ หรือ ต่อประกันสังคมมาตรา 39 โดยจ่ายเดือนละ 432 บาท เพื่อขอใช้สิทธิรักษาพยาบาล อย่างไหนดีกว่ากัน
วันก่อนไปบรรยายที่บริษัทประกันแห่งหนึ่ง เรื่องที่คุยทักทายกัน ก็ยังเป็นเรื่องเดิมคือ “พี่ติดโควิดบ้างป่าว” “ตอนนี้น่าจะดีขึ้นแล้วเนอะ” ก็เข้าใจคนที่ถามนะ เพราะโควิดที่ผ่านมา มันน่ากลัวจริงๆ ทำเอาหลายคนต้องเสียชีวิต หลายคนต้องตกงาน หลายครอบครัวต้องแตกแยก และหลายคนเลยแม้จะรอดมาได้ ฯลฯ แม้วันนี้ประเทศกลับไปเกือบเหมือนเดิมก่อนโควิดแต่ก็ยังต้องอยู่กับผลของโควิดอยู่ ส่วนใหญ่ก็คือ ภาระหนี้สินที่ถูกซ้ำเติมให้หนักมากยิ่งขึ้นจากรายได้ลด แต่รายจ่ายไม่ลดกลับเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แถมภาระหนี้ก็กระทืบซ้ำเพิ่มขึ้นตามภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับสูงขึ้น เป็นไปตามกฎของ Murphy เลย คือ “ในภาวะที่เลวร้ายที่สุด สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นมักจะเกิดขึ้นเสมอ”
จากประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาการเงินมาตลอดชีวิต สิ่งที่แปลกมากๆสำหรับเมืองไทยที่พบเจอ ก็คือ เราเรียนกันหนักมาก และก็จบมหาวิทยาลัยกันเยอะมาก และหลายคนก็ทำงานหาเงินกันเก่งมาก แต่ที่ว่าแปลกก็คือ ส่วนใหญ่บริหารจัดการเงินไม่เป็น ไม่ใช่หมายถึงไม่มีความรู้ทางการเงิน เช่น วิเคราะห์หุ้น ฯลฯ นะ แต่เป็นความรู้พื้นฐาน หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า ทักษะทางการเงิน (financial literacy) ทำให้หลายคนเป็นหนี้ แม้จะมีรายได้เยอะ หลายคนต้องเสียอนาคค เสียทรัพย์สินที่สะสมมาตลอดชีวิต ก็เพราะขาด ทักษะทางการเงิน ตัวนี้
ใกล้ปลายปี ก็ต้องคุยเรื่องภาษี เพราะเดี๋ยวทำไม่ทัน จะเสียประโยชน์ไป อย่างเช่น หากเราต้องการลดหย่อนภาษี RMF, SSF เราแจ้งความประสงค์กับบริษัทจัดการลงทุนเพื่อขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซื้อ RMF, SSF ประจำปี 2565 ตามเงื่อนไขใหม่ของสรรพากรต้องแจ้งภายใน 31 ธันวาคม 2565!! เท่านั้น
อีก 2 เดือนก็จะสิ้นปีกันแล้ว แม้จะเป็นปีที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ถือว่าเรายังดีกว่าค่าเฉลี่ยนะ และเมื่อใกล้สิ้นปีสิ่งที่เราต้องอย่าลืมที่จะวางแผน ก็คือ การวางแผนภาษีซึ่งต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นปี ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน freelance หรือเจ้าของธุรกิจก็มักจะเริ่มหาซื้อประกันชีวิต ประกันบำนาญ RMF SSF เพื่อไปลดหย่อนภาษี แต่สำหรับธุรกิจพวก SMEs