HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 272 จุด นักลงทุนรอผลประกอบการผู้ค้าปลีกรายใหญ่ สะท้อนการใช้จ่ายผู้บริโภคในสหรัฐฯ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่งกว่า 2% เบรนท์ทะลุ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังสหรัฐฯ-อิหร่านไร้ความคืบหน้าบรรลุข้อตกลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ปิดลบ ทั้งสามดัชนีปรับลดลง นักลงทุนรอรายงานผลประกอบการรายไตรมาสจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่านดูเหมือนจะยังไม่มีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,459.78 จุด ลดลง 272.63 จุด, -0.51%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,745.06 จุด ลดลง 40.70 จุด, -0.52%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,644.91 จุด ลดลง 84.25 จุด, -0.32%
นักลงทุนต่างจับจ้องไปที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังหมดอายุลงในวันจันทร์ ท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยสำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ของทางการอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ปฏิเสธที่จะเจรจาเพื่อขยายระยะเวลาของบันทึกความเข้าใจ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านจะเปลี่ยนไปใช้ท่าทีเชิงรุกหากการเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ ล้มเหลว ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับ Fix News เมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ จะทิ้งระเบิดโอมานหาก “ขัดขวาง”
ราคาน้ำมันล่วงหน้าปิดตัวสูงขึ้นกว่า 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความไม่มั่นใจของนักลงทุนเกี่ยวกับความพยายามทางการทูตในการแก้ไขสงครามอิหร่านได้ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับอุปทานทั่วโลก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ปรับตัวขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นประกอบกับความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อและการกู้ยืมเงินของภาครัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 30 ปี ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.311% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2007
นักลงทุนต่างใช้ความระมัดระวังขณะที่รอผลประกอบการรายไตรมาสจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยยังคงกังวลกับข้อมูลยอดค้าปลีกและการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอ Home Depot บริษัทจำหน่ายสินค้าปรับปรุงบ้าน มีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันอังคาร ส่วน Walmart ซึ่งถือเป็นบริษัทค้าปลีกที่เป็นดัชนีชี้วัดทิศทางของอุตสาหกรรม มีกำหนดรายงานในวันพฤหัสบดี
ฟิล บลังคาโต หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Osaic Wealth กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่อ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมาทำให้ภาวะตลาดค่อนข้างซบเซาและรอดูผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกเพื่อกำหนดทิศทาง พร้อมทั้งเสริมว่าปริมาณการซื้อขายมักจะเบาบางในช่วงเดือนสิงหาคมเนื่องจากเป็นช่วงที่นักเทรดจำนวนมากนิยมลาพักร้อน
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันช่วยหนุนดัชนีพลังงานให้ปิดบวก 0.87% และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักเพียงกลุ่มเดียวใน 11 กลุ่มของ S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มบริการด้านการ สื่อสาร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ต่างลดลงประมาณ 1.5% ขณะที่กลุ่ม และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ลดลงกว่า 1% เล็กน้อย
ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีของดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลดลงเกือบ 0.2% หลังจากที่ราคาแกว่งตัวสลับไปมาระหว่างแดนลบและแดนบวกตลอดช่วงการซื้อขาย
การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มชิปถูกหักล้างด้วยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ โดยดัชนี PHLX Semiconductor เพิ่มขึ้น 1.6% ส่วนดัชนี S&P 500 Software & Services ลดลง 2.8%
หุ้น Microsoft และ Meta Platforms เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดดัชนี S&P 500 โดยทั้งสองบริษัทต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 3% ในทางกลับกัน หุ้นในกลุ่มชิปเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยดันดัชนีหลักดังกล่าว โดยหุ้น Micron Technology ปรับตัวขึ้น 4% และ Applied Materials พุ่งขึ้น 5.5%
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอผลประกอบการที่จะประกาศในสัปดาห์หน้าของ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI ชั้นนำซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก รวมไปถึงการเผยแพร่รายงานการประชุมประจำเดือนกรกฎาคมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธหลังการประชุมเมื่อวันที่ 28-29 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบและลดลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน เนื่องจากแรงหนุนจากผลประกอบการเริ่มแผ่วลง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 656.41 จุด ลดลง 1.45 จุด , -0.22%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,720.30 จุด ลดลง 29.81 จุด, -0.28%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,579.60 จุด ลดลง 57.19 จุด, -0.66%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,338.61 จุด ลดลง 101.70 จุด, -0.38%
ช่วงเวลาการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทในยุโรปได้ผ่านพ้นไปแล้ว และคาดการณ์กำไรสำหรับไตรมาสที่ 2 ก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนจึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อมองหาแรงขับเคลื่อนตลาดในระยะต่อไป
ข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนตัวลงเมื่อวันศุกร์ช่วยตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมเดือนหน้า ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ชี้ว่าตลาดการเงินกำลังประเมินโอกาสราว 84% ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน
แอนเดรีย ซิซิโอเน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ TS Lombard กล่าวว่า ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลง แต่ข้อมูลของยุโรปยังคงแข็งแกร่ง… ความสนใจจึงเริ่มหันไปที่การตัดสินใจของธนาคารกลางต่างๆ ในเดือนกันยายนมากขึ้น
ในส่วนของแนวโน้มระยะยาว Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี STOXX 600 สำหรับระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า ไปแตะระดับ 695 จุด จากเดิมที่คาดไว้ 660 จุด ซึ่งคิดเป็นโอกาสปรับตัวขึ้น (upside) ประมาณ 5.5% จากระดับปัจจุบัน โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดี
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวท่ามกลางภาวะชะงักงันในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุว่า ทางการอิหร่านตัดสินใจที่จะใช้แนวทางเชิงรุกเนื่องจากความพยายามในการยุติความขัดแย้งยังคงไม่มีความคืบหน้า
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน ลดลง 2.3% เช่นเดียวกับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่ร่วงลง 2.3% โดยหุ้น Diageo ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 3.4% ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากรัฐบาลสองแห่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า บริษัทได้ตกลงที่จะปรับเปลี่ยนสูตรเครื่องดื่มบางรายการที่จำหน่ายในอินเดีย
หุ้นกลุ่มสินค้าหรู ลดลง 2% โดยหุ้น Kering บริษัทแม่ของ Gucci และ LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton ต่างร่วงลง 4.3% และ 2.7% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของตลาดถูกจำกัดไว้ด้วยหุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน ที่เพิ่มขึ้น 0.7% ตามทิศทางราคาโลหะมีค่า และหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ที่เพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นนำกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น argenx บริษัทผู้ผลิตยาจากเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ พุ่งขึ้น 17% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด หลังจากผลการทดลองยาสำหรับรักษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.10 ดอลลาร์ หรือ 2.55% ปิดที่ 84.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนเพิ่มขึ้น 2.35 ดอลลาร์ หรือ 2.65% ปิดที่ 90.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

