คอลัมน์ความจริงความคิด : ค้ำประกันทำไม เงินก็ไม่ได้ใช้ ได้แต่หนี้

โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
 

วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับข้าราชการท่านหนึ่ง บอกว่า “ตอนนี้ ข้าราชการเป็นหนี้กันเยอะมาก” ไม่เพียงแต่ข้าราชการ ชาวบ้านอย่างพวกเราก็เป็นหนี้กันเยอะมากจริงๆ และหนี้ที่เป็นกันเยอะอย่างนึง คือ หนี้ที่เราไม่ได้เงินมาใช้เลย คือ หนี้ค้ำประกัน

“การค้ำประกัน” คือ การที่ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดชอบร่วมกับลูกหนี้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้แทนหรือรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันเป็นผู้รับผิดชอบสำรอง เพื่อให้เจ้าหนี้มั่นใจว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ไม่ว่าจากลูกหนี้โดยตรงหรือจากผู้ค้ำประกันในภายหลัง

เมื่อดูความหมายของการค้ำประกันแล้ว คนค้ำก็ต้องรับผิดชอบหนี้ที่ลูกหนี้ก่อ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ทำใมเราถึงยอมค้ำประกัน รับภาระหนี้คนอื่นมาเป็นของตัวเราเอง เราลองมาวิเคราะห์หาเหตุผลกันนะ

1.เข้าใจผิด ลูกหนี้ มักอ้างคำพูดหลอกตา เช่น “เซ็นไปเหอะ เป็นแค่พิธี/ทางนิติกรรมเฉยๆ ขอให้ช่วยแค่ในนาม พี่จ่ายเองทุกบาทอยู่แล้ว” เพื่อลดทอนความร้ายแรงของการค้ำประกันในสมองของเรา ทำให้คนค้ำหลายคนคิดว่า “เป็นแค่คนค้ำ ไม่ใช่คนกู้ ยังไงเจ้าหนี้ก็ตามเก็บหนี้กับลูกหนี้ไม่มาตามหนี้ถึงตัวเอง” ความจริง คือ ความเชื่อนี้ผิดถนัด เพราะเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องร้องและบังคับคดีให้ คนค้ำประกันต้องชำระหนี้แทน ทั้งหมดหรือบางส่วนทันที

ความจริงทางกฎหมายที่คนค้ำต้องเจอ

• โดนทวงหนี้แทน : เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธิทวงถามและฟ้องร้องคนค้ำได้
• ถูกยึดทรัพย์ : หากไม่มีเงินจ่าย อาจถูกฟ้องศาล ยึดบ้าน ที่ดิน หรืออายัดเงินเดือน
• ติดเครดิตบูโร : ชื่อจะเสียและกู้เงินซื้อบ้านหรือรถเองไม่ได้

2. “การค้ำประกันไขว้” (ค้ำไขว้) คือ ระบบการค้ำประกันเงินกู้ในกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะในระบบ สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือธนาคารพาณิชย์ ที่กำหนดให้ผู้กู้ต้องใช้ “บุคคล” เป็นหลักประกัน ส่งผลให้ข้าราชการต่างคนต่างจับคู่หรือรวมกลุ่มกันเพื่อเซ็นค้ำประกันผลัดกันไปมา เช่น นาย A ค้ำประกันให้ นาย B และนาย B ก็กลับมาเซ็นค้ำประกันให้ นาย A เพื่อให้ต่างคนต่างสามารถกู้เงินออกมาได้ การค้ำไขว้ส่วนใหญ่เกิดจากความคิดที่ว่า

    • เป็นสวัสดิการมีแล้วต้องใช้ ไม่ใช้ขาดทุน หลายคนค้ำไขว้ กู้หนี้ ยอมเสียดอก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเลย
    • เป็นหลักประกัน เมื่อตัวเองค้ำประกันให้เพื่อน ก็จะกู้หนี้โดยให้เพื่อนค้ำประกันตอบแทนเพื่อเป็นหลักประกันว่า “อย่าเบี้ยวหนี้นะ ถ้าเบี้ยวเราก็จะเบี้ยว” ปรากฏว่า การค้ำไขว้ “ใครเบี้ยวหนี้ก่อนได้เปรียบ” ทิ้งภาระหนี้ให้คนค้ำรับผิดชอบ คนค้ำเลยซวย 2 เด้ง ต้องรับผิดชอบหนี้ตัวเอง บวกหนี้ที่ค้ำคนอื่น

พฤติกรรมนี้กลายเป็น เคาะวงจรหนี้งูกินหาง (ล้มละลายตามกัน) ระบบค้ำไขว้ทำให้หนี้ของทุกคนผูกติดเป็นลูกโซ่ เมื่อข้าราชการคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเกิดปัญหาทางการเงิน ขาดสภาพคล่อง หรือเจตนา “หนีหนี้/ชักดาบ” ภาระหนี้ทั้งหมดจะถูกโอนไปให้เพื่อนข้าราชการที่เป็นคนค้ำประกันทันทีตามกฎหมาย ทำให้คนที่ไม่ได้ก่อหนี้ต้องแบกรับหนี้แทนจนเงินเดือนไม่เหลือ หรือร้ายแรงที่สุดคือโดนฟ้องล้มละลายตามกันไปด้วย

3. กับดักทางสังคมและระบบอุปถัมภ์ พบมากในกลุ่มข้าราชการ เช่น กลุ่มครู หรือ ตำรวจ) ที่มักทำงานร่วมกันเป็นเวลานาน มีเรื่องของ “รุ่นพี่รุ่นน้อง” หรือ “เพื่อนร่วมงาน” ทำให้ปฏิเสธการขอให้ช่วยค้ำประกันได้ยากเนื่องจากความเกรงใจ หรือเพราะคิดว่าตนเองก็จำเป็นต้องให้คนอื่นค้ำประกันให้เช่นกัน ความยินยอมพร้อมใจบนความเสี่ยงนี้ทำให้หลายคนลืมคำนึงถึงผลกระทบร้ายแรงในอนาคต

4. การสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือภายนอก (Pretexting & Authority) ลูกหนี้มักจะสร้างสถานการณ์หรือตัวตนปลอมขึ้นมา เพื่อให้เรารู้สึกว่าเขามีฐานะทางการเงินที่ดีหรือมีความรับผิดชอบสูง เช่น แต่งตัวหรือใช้ของแบรนด์เนม อ้างตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้ความน่าเชื่อถือทางสังคมมาแอบอ้าง เพื่อทำให้เรารู้สึกเกรงใจและคิดว่าคนระดับนี้ไม่น่าจะเบี้ยวหนี้

5. หลักการตอบแทนและสร้างความผูกพัน (Reciprocity & Trust Building) ก่อนที่จะเอ่ยปากขอให้ค้ำประกัน มิจฉาชีพมักจะลงทุนทำดีกับเราก่อน เช่น ให้ยืมเงินเล็กๆ น้อยๆ พาไปเลี้ยงข้าว หรือให้ของขวัญ ทำให้เรารู้สึกติดค้างและปฏิเสธได้ยากเมื่อถูกขอร้องให้ช่วยคืน

6. “เทคนิคการขอความเห็นชอบทีละเล็กทีละน้อย” หรือ Foot-in-the-Door Technique (แปลตรงตัวคือ อ เทคนิคการก้าวเท้าเข้าประตู)

กลยุทธ์นี้ทำงานโดยอิงจากจิตวิทยา 3 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ครับ:

    1. สร้างความน่าเชื่อถือ (Building Trust) : การยืมเงินก้อนเล็กแล้วคืนตรงเวลา เป็นการสร้างโปรไฟล์ปลอม ๆ ให้เหยื่อรู้สึกว่าคน ๆ นี้ “เครดิตดี มีความรับผิดชอบ และไว้ใจได้”
    2. ความสอดคล้องของพฤติกรรม (Commitment and Consistency): มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะตอบตกลงกับคำขอที่ “ใหญ่ขึ้น” หากเราเคยตอบตกลงกับคำขอที่ “คล้ายกันแต่เล็กกว่า” ไปแล้ว เพราะสมองบันทึกไปแล้วว่าเราเคยช่วยคนนี้และมันไม่มีปัญหาอะไร
    3. การล่อซื้อด้วยความตายใจ (The Bait): มิจฉาชีพจะยอมเสียเงินทุนก้อนเล็ก ๆ (หรือยอมคืนเงินตรงเวลาในรอบแรก ๆ) เพื่อเป็นเหยื่อล่อ เมื่อเหยื่อตายใจและลดการป้องกันตัวเองลง มิจฉาชีพก็จะลงมือหลอกลวงเงินก้อนใหญ่ในทันที

นอกจากนี้ ในฝั่งของเหยื่อที่โดนหลอกไปแล้วและยังยอมโอนเพิ่มเรื่อย ๆ เพราะหวังจะได้เงินก้อนเก่าคืน จะมีอีกจิตวิทยาหนึ่งมาทำงานร่วมด้วย เรียกว่า Sunk Cost Fallacy (อคติจากต้นทุนจม) ซึ่งเป็นความรู้สึกเสียดายเงินก้อนแรกจนยอมเสี่ยงโอนก้อนที่สองที่สามตามไปครับ

7. การใช้จิตวิทยาความรักและความสัมพันธ์ (Love & Attachment) กรณีนี้มักเกิดกับคนใกล้ชิด เพื่อนสนิท หรือในรูปแบบ “แก๊งหลอกรัก” คำพูดกดดันทางอ้อมที่มักเจอ เช่น “ถ้าไม่ช่วยตอนนี้ แปลว่าไม่ได้รัก/ไม่ไว้ใจกันจริงใช่ไหม” เพื่อกระตุ้นให้เรายอมทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้

8. การเล่นกับ “ความสงสาร” และความรู้สึกผิด (Sympathy Scams) แต่งเรื่องความเดือดร้อนขั้นสุด เช่น ลูกป่วยหนัก พ่อแม่ต้องผ่าตัดด่วน หรือกำลังจะโดนฟ้องล้มละลาย โดยอ้างว่า “ขอแค่มีคนค้ำประกันให้ชั่วคราว เงินกู้ก็จะผ่านและรอดตายทันที” ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าไม่ช่วย เราจะเป็นคนใจดำหรือผิดต่อเขา

9. การสร้างความกดดันเรื่องเวลาและการจำกัดทางเลือก (Scarcity & Pressure) ต้องเซ็นตอนนี้เท่านั้น : จะไม่ยอมให้เวลาเราได้คิดไตร่ตรองหรือปรึกษาใคร มักจะพาไปพบเจ้าหนี้หรือยื่นเอกสารให้เซ็นทันที โดยอ้างว่า “หมดเขตวันนี้แล้ว” หรือ “ถ้าช้ากว่านี้จะไม่ได้ยอด” เพื่อบีบให้สมองเราหลั่งสารความเครียดจนขาดความรอบคอบ

10. เสนอค่าตอบแทนก้อนโต (Bribery) : มักจะจ้างด้วยเงิน เช่น “แค่เซ็นชื่อค้ำประกันให้หน่อย ให้ค่าเสียเวลา 5,000 – 10,000 บาท” หลอกให้เรามองเห็นแต่เงินก้อนสั้นๆ จนลืมคิดถึงหนี้ก้อนโตที่จะตามมา

ข้อเตือนใจสำคัญ:
ก่อนเซ็นค้ำประกันใคร

• อ่านสัญญาให้ละเอียด
• ตรวจสอบวงเงินและขอบเขตความรับผิด
• อย่าเชื่อแค่คำว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
• เก็บสำเนาสัญญาและเอกสารที่เซ็นไว้เสมอ
• ค้ำประกันไม่ใช่แค่การช่วยเพื่อน แต่คือการรับความเสี่ยงทางกฎหมายและการเงินด้วย แม้กฎหมายปัจจุบันจะปรับปรุงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชอบน้อยลง แต่การเซ็นค้ำประกันก็ยังมีความเสี่ยงสูงมาก หากลูกหนี้ตัวจริงหนีหาย เราก็ยังต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกันอยู่ดี ดังนั้นหากเจอสถานการณ์ที่ถูกกดดันให้ค้ำประกัน ควรดึงตัวเองออกมาและปฏิเสธไม่ค้ำประกันใครอย่างเด็ดขาดครับ

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–