HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 2 ต.ค. 2569 ปิดบวก หลังจากตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาดช่วยลดความคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินเดือนต.ค.นี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด, +0.49%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด, +0.73%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด, +1.19%
กระทรวงแรงงาน รายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งต่ำกว่า 90,000 ตำแหน่งตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์อย่างมาก อีกทั้งยังมีการปรับลดตัวเลขของ 2 เดือนก่อนหน้าลงอย่างมาก
ส่วนอัตราการว่างงานปรับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 4.2% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4.1%
ข้อมูลที่ออกมาต่ำกว่าคาดส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนต.ค.ลง ข้อมูล CME FedWatch บ่งชี้ว่านักลงทุนมองโอกาสลดลงเหลือ 22.7% จาก 24.4% ในวันก่อนหน้า และ 64.2% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น
การที่ตลาดลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วยหนุนหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย เช่น ดัชนีหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ S&P 500 ซึ่งปรับตัวขึ้น 0.4% และดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ซึ่งปรับตัวขึ้น 0.9% โดยเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดในรอบหนึ่งเดือน
หุ้นขนาดใหญ่ Mega-cap มีบทบาทสำคัญในการผลักดันตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้น 1.3% และ Tesla พุ่งขึ้น 4.7% ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนุนหลักที่ช่วยขับเคลื่อนดัชนี S&P 500 การปรับตัวขึ้นของหุ้น Tesla ยังช่วยหนุนดัชนีกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ของ S&P 500 ให้ปรับตัวขึ้น 1.4% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P
ข้อมูลล่าสุดหลายชุดที่บ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่งและอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ชะลอตัวกว่าที่คาด ประกอบกับความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายสองรายที่แสดงความระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ได้ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดการคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมลงในสัปดาห์นี้
แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ แต่ทั้งดัชนี Dow และ S&P 500 ต่างก็ปิดลบในรอบสัปดาห์เป็นครั้งที่ 4 จากทั้งหมด 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq สามารถปิดบวกได้ในรอบสัปดาห์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 สัปดาห์ล่าสุด โดยดัชนี Dow ลดลงราว 1.3% ส่วนดัชนี S&P แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงลดลง 0.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.6%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์)ปรับตัวลดลงในช่วงแรกของวันหลังจากมีการเปิดเผยรายงานการจ้างงานประจำเดือนก.ย. แต่ต่อมาได้ดีดตัวกลับขึ้นมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นย่อตัวลงจากระดับสูงสุดของวัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5.28% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 5.63%
หุ้น Nike ลดลง 3.6% เป็นหุ้นที่ปรับตัวแย่ที่สุดในดัชนี Dow Jones หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตชุดกีฬาจากสหรัฐฯ รายนี้คาดการณ์ว่ารายได้ประจำปีจะลดลงอย่างมากจนน่าตกใจ อันเป็นผลมาจากภาวะซบเซาในตลาดจีน อีกทั้งยังมีการประกาศลดจำนวนพนักงานและตัดสินใจปรับโครงสร้างหน่วยธุรกิจทั่วโลก
หุ้นของผู้ให้บริการระบบจัดเก็บข้อมูลต่างปรับตัวลดลงเช่นกัน โดย Western Digital และ Seagate Technologyต่างร่วงลงราว 10% ซึ่งถือเป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P 500 นอกจากนี้ สำนักข่าว Nikkei ยังรายงานว่า Toshiba กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่น มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ขึ้นเป็นสองเท่าภายในปีงบประมาณ 2027
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกและดีดตัวขึ้นหลังจากที่เผชิญแรงเทขายอันเนื่องมาจากความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตร ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงและตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ช่วยลดคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 631.35 จุด เพิ่มขึ้น 4.70 จุด, +0.75%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,461.95 จุด เพิ่มขึ้น 33.68 จุด, +0.32%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,897.19 จุด เพิ่มขึ้น 61.88 จุด, +0.79%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,231.20 จุด เพิ่มขึ้น 291.85 จุด, +1.17%
โรนัลด์ เทมเปิล กรรมการผู้จัดการของ Lazard Asset Management กล่าวว่า ตลาดรอดพ้นจากวิกฤตด้วยรายงานการจ้างงานที่อ่อนแอเกินคาด ซึ่งอาจทำให้เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนต.ค.
แต่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้ออีก 2 เดือนที่จะเปิดเผยก่อนการประชุมในเดือนธันวาคม เฟดจะถูกบีบให้ต้องปรับนโยบายให้เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมันอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของยูโรโซน ลดลงเหลือ 3.454% ราคาน้ำมันก็ลดลง 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยหนุนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง แม้ปรับตัวขึ้นในระหว่างวัน แต่ดัชนี STOXX 600 ก็ปรับตัวลงในรอบสัปดาห์
หุ้นส่วนใหญ่ปิดบวก โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นนำตลาดจากกระแสความตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง
หุ้นบริษัท AT & S Austria Technologies & Systemtechnik ปรับตัวขึ้น 10% และInfineon Technologies ปรับตัวขึ้นราว 9% ขณะที่หุ้น Aixtron และ Soitec ต่างปรับตัวขึ้น 7.6%
หุ้นกลุ่มธนาคารของยุโรป แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่กลับทำสถิติปรับตัวลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาวะเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งสูงขึ้นเกินคาดในเดือนก.ย. และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อเดือนที่แล้ว และข้อมูลจากLSEG ระบุว่า ขณะนี้เทรดเดอร์ต่างคาดการณ์ว่ามีโอกาสถึง 81.8% ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม
นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น แต่การที่ตลาดหุ้นจะตอบสนองในเชิงลบหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนมองว่าปัญหานี้จะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้นำเสนอร่างงบประมาณประจำปี 2027 โดยมุ่งเน้นการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดพันธบัตร ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว ต้นทุนการกู้ยืมระยะเวลา 10 ปีของฝรั่งเศสพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008
ส่วนหุ้นรายตัว หุ้น IG Group ซึ่งจดทะเบียนในตลาดลอนดอน ร่วงลง 22.6% จนกลายเป็นหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังจากที่บริษัทให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์แห่งนี้ปรับลดคาดการณ์รายได้ประจำปีลง เนื่องจากความผันผวนในการซื้อขายอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นการร่วงลงรายวันที่หนักที่สุดของ IG นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2016
หุ้น Julius Baer เพิ่มขึ้น 2% หลังจากธนาคารสัญชาติสวิสแห่งนี้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่าสูงสุดถึง 600 ล้านฟรังก์สวิส (หรือ 724 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.76 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 91.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 6.00 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 102.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
