CIMBTแนะลงทุนหุ้นต่อ Q3 ไม่สนไทย ชง 2 กองทุนกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

HoonSmart.com>>ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดมุมมองลงทุนไตรมาส 3/69 ยังให้น้ำหนัก”หุ้น” ยันยังไม่เกิดฟองสบู่หุ้นเทค แนะใช้”ทองคำ”บริหารความเสี่ยง ลดตราสารหนี้ ส่วนหุ้นไทย กองหลักไม่ได้ลงทุน ราคาไม่ถูก Upside เหลือน้อย กลยุทธ์เลือกรายตัว ให้กรอบดัชนี SET ปีนี้ 1,540 -1,620 จุด  เสนอ  2 กองทุนให้พิจารณาสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ 

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT)  เปิดเผยมุมมองการลงทุนในไตรมาส 3/2569 ว่า ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และระดับมูลค่าประเมิน (Valuation) สินทรัพย์เสี่ยงยังสูง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้ Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต เช่น ทองคำ ราคาปรับตัวลงมามาก และธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการขายออกแล้ว และหากเฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยก็น่าจะหนุนราคาทองให้กรอบ 4,400-4,500 เหรียญ/ออนซ์

สำหรับปัจจัยแรก ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าไม่เกิน 1 ครั้งในปีนี้ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย แต่เป็นการบริหารจัดการเงินเฟ้อในระยะสั้น ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side Inflation) ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงเมื่อห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ใน 60 วัน อาจมีความไม่แน่นอน หากล่าช้าก็อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงช้าด้วย จะทำให้ภาพเงินเฟ้อขึ้นมาได้

โดยกรณีดีสุด ราคาน้ำมันปรับตัวลงเร็วมา ข้อตกลงสันติภาพหาข้อยุติได้ คาดว่าผู้ผลิตน้ำมันจะส่งออกมากขึ้น อาจจะเห็นราคาน้ำมันดิบลงไปต่ำกว่า 70 เหรียญ/บาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลง เฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ย หรืออาจลดดอกเบี้ย แต่กรณีแย่สุด ล้มการเจรจาสันติภาพ ความเสี่ยงเกิด Staglfation ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นแรงส่งให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมาก

อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ระดับมูลค่าประเมินของสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง จากความคาดหวังต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำให้ตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ หากผลประกอบการหรือข้อมูลเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทั้งนี้คาดว่าหุ้นเทคยังไม่เกิดฟองสบู่แตก เพราะ 3 ปัจจัย คือ 1.เทคโนโลยียังมีการเปลี่ยนแปลง 2. การลงทุนอย่างมหาศาลแม้ว่าจะมีการกุ้เงินออกตราสารหนี้ แต่ยังสร้างภาระหนี้เกินตัวและ 3.นโยบายการเงินผ่อนคลาย

สำหรับการลงทุนในหุ้น ให้น้ำหนัก Neutral สำหรับตลาดหุ้นประะเทศพัฒนา (DM) และตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งราคา price in ไปแล้ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ของเอเชีย มีแรงขายทำกำไรออกมาหลังราคาขึ้นไปสูง และกังวลถึงการปรับพอร์ตของ Passive Fund  แต่มองว่ากำไรยังมีภาพเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน เน้นหุ้นในตลาดฮ่องกง (ฮั่งเส็ง) เป็นหลัก เป็นตัวกระจายความเสี่ยง และราคายังไม่สูงมาก ซึ่ง Valuation ถูกว่าตลาดสหรัฐ ครึ่งหนึ่ง

ส่วนหุ้นไทย กองทุนหลักของ CIMBT ไม่ได้ลงทุน เพราะกำไรเติบโตเป็นวัฎจักร เมื่อเทียบกับตลาดอื่น ไตรมาสแรก ธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมีมีกำไรจากสต๊อก ทำให้กำไรบจ.พีคแล้ว ส่วนไตรมาส 2 ต่อไปจะขาดทุนสต๊อก ปีนี้คาดว่ากำไรต่อหุ้น(EPS) จะอยู่ที่ 97 บาท/หุ้น จากเดิมคาดไว้ 90 บาท บนค่าเฉลี่ย P/E 5 ปีที่ 17.9 เท่า ดัชนี SET ปีนี้คาดจะอยู่ 1,700 จุด แต่หาก EPS อยู่ที่ 90 บาท ดัชนี SET คาดอยู่ที่ 1,620-1,615 จุด แต่หากตลาดมี P/E ที่ 15 เท่า คาดว่าดัชนี SET จะอยู่ระหว่าง 1,420-1,540 จุด ดังนั้นครึ่งปีหลังน่าจะอยู้ในกรอบ 1,540 -1,620 จุด  หากบริษัทจดทะเบียนไม่มีกำไรตามคาดก็มีโอกาสปรับลง นอกจากนี้ ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ยีลด์) เหลือเพียง 4%

ส่วนฟันด์โฟลว์ที่เข้าตลาดหุ้นไทย ตอบรับข่าวการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นส่วนที่เงินทุนต่างประเทศตัดสินใจอยู่หรือไปจากตลาดหุ้นไทย

นายจิรไพบูลย์กล่าวว่า นักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอแนะนำกองทุน CIMB Signature Series ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การลงทุนภายใต้ภาวะตลาดที่ยังผันผวน ประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนประเภท Multi-Asset โดยกอง SIGNATURE GINCOME สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 6.8% ขณะที่กองทุน SIGNATURE GINGRO สร้างผลตอบแทนย้อนหลังนับจากวันจัดตั้งกองทุนเมื่อ 15 ต.ค.2568 ที่ 10.41% (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 18 มิ.ย.2569) ทั้งนี้ ผลตอบแทนดังกล่าว ประมาณ 4% มาจากดอลลาร์สหรัฐ สามารถสร้างกระแสเงินสดให้ทุกเดือน

ทั้งนี้ ทั้งสองกองทุนเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยล่าสุด มูลค่าสินทรัพย์ของทั้งสองกองทุนรวมประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท