หุ้นแรงส์!แห่เปิดบัญชีใหม่ 4.4 แสนราย ตลท.ชวนลงทุน-บล.กสิกรฯเชียร์แบงก์ปันผล

HoonSmart.com>>ในปี 2569 หุ้นไทยเข้าสู่ตลาดกระทิง ล่าสุด 3 ก.ค. ดัชนี SET วิ่งขึ้นไปสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือน แตะ 1,621.19 จุด ก่่อนปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้น 351.61 จุด ให้อัตราผลตอบแทนถึง 27.91% เทียบกับสิ้นปีก่อน จากเงินทุนต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาซื้อสูงถึง 39,923.85 ล้านบาท โดยเฉพาะสัปดาห์ 29 มิ.ย.-3 ก.ค.ถาโถมเข้ามาหนัก 26,095 ล้านบาท เข้าตลาดตราสารหนี้ด้วย 11,220 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกล้าลุยหนุนวอลุ่มเฉียด 1 แสนล้านบาท/วัน

หุ้นไทยที่พลิกสถานการณ์จากร่วงมานานหลายปีกลับมาวิ่งให้ผลตอบแทนสูงติดอันดับต้นๆ ทำให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่ และผู้ที่เคยออกไปยืนอยู่นอกตลาดก็กล้ากลับเข้ามา โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ยอดการเปิดบัญชีใหม่ในการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจำนวน 440,071 ราย หรือเติบโตประมาณ 10% จากสิ้นปี 2568 มีทั้งหมด 4,046,985 ราย เพิ่มเป็น 4,487,056 ราย ณ สิ้นเดือนพ.ค.2569 ทั้งนี้ เป็นจำนวนลูกค้าที่เปิดบัญชีไม่นับซ้ำสุทธิ  และผู้ที่เปิดบัญชีใหม่กว่า 50% เป็น Gen Z คือ คนที่เกิดในปี 2540 – 2552

นอกจากนี้ นักลงทุนที่มีบัญชีอยู่เดิมก็มีความเคลื่อนไหว (active account) มากขึ้น มีการซื้อขายภายใน 1 เดือน จำนวน 411,875 ราย และบัญชีเคลื่อนไหวภายใน 6 เดือนจำนวน 765,815 ราย

ส่วนผู้ลงทุนใหม่ในตลาดอนุพันธ์(TFEX) ครึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 19,933บัญชี  ณ มิ.ย. มีจำนวน 422,163 บัญชี จากจำนวน 402,230 บัญชีเมื่อสิ้นปี 2568

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเชิญชวนให้คนไทยเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น โดยมีบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่ทำธุรกิจดีๆ มีศักภาพการเติบโต น่าสนใจหลายบริษัท  ขณะเดียวกันตลาดได้พยายามสื่อสาร ให้ข้อมูลที่โปร่งใส มีการติดตามการซื้อขายและการเปิดเผยข้อมูลอย่างใกล้ชิด  มีการจับตาความเคลื่อนไหวอยู่ ทำให้ในปีนี้มีการกระทำความผิดน้อยลง และผู้บริหารบจ. ก็ไม่อยากถูกเรียกให้ชี้แจงข้อมูล ส่วนภาพเศรษฐกิจใหญ่ พื้นฐานดีขึ้น การส่งออกยังคงเติบโต อัตราแลกเปลี่ยนไม่ผันผวนมาก ความเชื่อมั่นมีมากขึ้น ทำให้เงินทุนไหลเข้ามามาก

“คุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ เราจะลดหย่อนไม่ได้ ข้อมูลต้องโปร่งใส  และลดขั้นตอนการลงทุนง่ายขึ้น นักลงทุนที่จะเข้ามาต้องศึกษาข้อมูลให้ดี”นายอัสสเดชกล่าว

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังไม่น่ากังวล เพราะหลายประเทศมีการประสานนโยบายการเงินและการคลังได้ดี  แต่ต้องระวังปีหน้าจะมีข้อจำกัด ไม่มีต้วช่วยเหลือเพียงพอ  เรื่องการลงทุนหุ้นในครึ่งปีหลังจะไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรกที่ได้รับปัจจัยหนุนมาจากภาพเศรษฐกิจรวม แม้ตลาดยอมรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 1 ครั้ง สิ่งที่ไม่ได้พูดถึงกันคือ อัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปพีคในไตรมาสที่ 3 ทั้งของไทยและสหรัฐ แต่เงินเฟ้อของสหรัฐจะปรับตัวลงยาก

ดังนั้นจะหวังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น ( Capital Gain) ยากขึ้น จึงแนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง(ยีลด์) ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ยีลด์เฉลี่ยใกล้เคียงกัน 6% ต่อปี แต่แนะนำให้ซื้อกลุ่มแบงก์ดีกว่า แม้ตลาดคาดว่ากำไรไตรมาสที่ 2 อาจจะไม่ดีก็ตาม เพราะ NIM ได้รับผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ย แต่สินเชื่อมีการเติบโตเป็นครั้งแรก ในช่วง 8 ไตรมาส และมีการขยายการลงทุนมาก เป็นโอกาสของธนาคารใหญ่หลายแห่ง รวมถึงภาครัฐยังคงเดินหน้าลงทุนหนุนหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB)

ส่วนหุ้นอิเล็กทรนิกส์ คาดว่ายังไม่หมดรอบ เพราะมีการลงทุนมหาศาลทั่วโลก เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หุ้นที่ถูกขายออกมาจนราคาที่ปรับตัวลงมา มองเป็นโอกาสให้ซื้อ ส่วน DELTA ขึ้นมามาก แต่เชื่อว่าจะปรับตัวลงอีกไม่มาก

” เราให้เป้าหมายดัชนี 1,620 จุดถึงกลางปีหน้า บนสมมติฐานกำไรต่อหุ้นปีนี้ที่ 99 บาท แต่ฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้ามามาก อาจจะผลักดันให้ดัชนี SET ขึ้นไปถึง 1,650 ได้ บนระดับ P/E 17 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 16.5 เท่า”นายสรพลกล่าว

อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 26% ตลาดเกาหลีใต้มากกว่า 100% ในช่วง 6 เดือนแรกนั้น เป็นเพราะหุ้นที่ปรับตัวขึ้น 10 บริษัทแรกกระจุก คิดเป็นมาร์เก็ตแคปประมาณ 80% ส่วนที่เหลือหลายร้อยบริษัทมีน้ำหนักเพียง 20% เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และไต้หวัน ส่วนหุ้นจีน และอินเดียขึ้นกระจายทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นยังไม่มาก