HoonSmart.com>>สศค. เผยความพร้อมประเทศไทย “ระดับ A” เจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Annual Meetings 2026 คลัง-ธปท.-อาสาสมัคร พร้อมรองรับผู้นำเศรษฐกิจ-ผู้เข้าร่วมประชุม ย้ำโอกาสชิง Air Time โชว์ศักยภาพการจัดการวิกฤต-การพัฒนาประเทศ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวภายหลังบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และ ธนาคารกรุงเทพ ถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และฝ่ายเลขาธิการของการประชุมเพื่อเตรียมงานอย่างใกล้ชิด ความพร้อมอยู่ในระดับ A
โดยในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ ทีมงานฝ่ายเลขาธิการของการประชุมจะเดินทางมาติดตามความพร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่ การดูพื้นที่ต่าง ๆ และการบริหารจัดการระบบเตรียมการ (Logistics) ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมาก โดยเฉพาะในส่วนของบุคลากรที่มีการอบรมเจ้าหน้าที่ประสานงานดูแล ซึ่งเป็นการระดมกำลังจากข้าราชการกระทรวงการคลัง ธปท. สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) รวมถึงนิสิตนักศึกษาอาสาสมัครที่ให้ความสนใจสมัครเข้ามามากกว่าจำนวนที่ต้องการถึงหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม แม้ตารางการประชุมที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการจัดการของ IMF และ World Bank แต่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจะได้มีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญ โดยมีการหารือถึงการจัดการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Panel) ซึ่งคาดว่าจะมีผู้แทนของประเทศไทยและตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมพูดคุยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงจุดยืนและเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้
นายวินิจ เน้นย้ำว่า โอกาสครั้งนี้สำคัญกว่าเพียงแค่จำนวนผู้มาเยือนหรือเม็ดเงินสะพัดในช่วง 1 สัปดาห์ แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้พื้นที่ในการสื่อสารสู่สาธารณะ (Air Time) ให้คนทั้งโลกเห็นความพร้อมและการจัดการภายใต้วิกฤต
“เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่สนใจในช่วงเวลาการประชุม รวมไปถึงช่วงเวลาก่อนและหลังด้วย เพื่อให้โลกเห็นว่าเรากำลังทำอะไร เรามีเป้าหมายอย่างไร ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีการจัดการเรื่องวิกฤตได้ดี” นายวินิจ กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังจะมีการประชุมของกลุ่มประเทศสำคัญอื่น ๆ เช่น กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 24 ประเทศ (G24) จัดขึ้นด้วย ซึ่งจะยิ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านบวกให้กับประเทศไทย จึงเชื่อมั่นว่าความพร้อมในครั้งนี้จะสร้างผลกระทบสำคัญในด้านบวกให้กับคนไทยอย่างแน่นอน
นายวินิจ ยังกล่าวถึงเมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ซึ่งห่างกันถึง 35 ปี เปรียบเทียบกับครั้งนี้ มีความแตกต่างชัดเจนเรื่องเทคโนโลยีและการสื่อสาร โดยในอดีตการทำข่าวมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และเวลา แต่ในปัจจุบันทุก ๆ เรื่องที่ถูกประชุมอยู่ จะมีการเผยแพร่ออกไปได้แทบในวินาทีนั้น การสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ จะไหลไปเร็ว ผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าจะเกิด Impact สำคัญ
นอกจากนี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมนี้ครั้งแรกเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ (Renovate) ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกยุคใหม่ โลกอินเทอร์เน็ต ดังนั้น Air time นี้จึงมีค่าอย่างยิ่งที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน
นายณัฏวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าว กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People,Building, Resilience ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้เปิดเผยไว้ จะมีการนำเสนอจุดยืนของไทยผ่าน 4 เสาหลักในงานประชุมครั้งนี้
1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อประชาชน ว่าไทยไม่ได้มองดิจิทัลเป็นแค่เครื่องมือสื่อสาร แต่กำลังโชว์ศักยภาพการเป็น”สังคมไร้เงินสดและขับเคลื่อนด้วยดาต้า” อย่างเต็มรูปแบบ
ผ่านการเชื่อมโยงระบบการเงิน ต่อยอดความสำเร็จจากระบบ PromptPay และการเชื่อมโยง QR Payment ข้ามพรมแดน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีทางการเงินสามารถเข้าถึงระดับฐานรากได้อย่างแท้จริง
การนำระบบ AI เช่น โมเดล “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (MSMEs) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
2. การวางตัวเป็นกลางทางเศรษฐกิจ ในยุคที่โลกแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเกิดสงครามการค้าอย่างรุนแรง ไทยเลือกที่จะไม่เดินตามเกมขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่ง มีความเป็นกลางขทางด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับทุกฝ่าย สามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตโดยไม่ได้รับแรงกระแทกจากมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) มีแนวทางการสร้างนโยบายการคลังที่ยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเสถียรภาพอยู่ได้แม้ในยามวิกฤต
3. การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศและพลังงานยั่งยืน ผสานนโยบายการเงินเข้ากับสิ่งแวดล้อม เช่น พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน หรือกลไกคาร์บอนเครดิตเพื่อระดมทุนไปใช้ในการปรับตัวของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
นำเสนอแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) เพื่อพิสูจน์ว่าประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
4. การก้าวสู่สังคมอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นโมเดลในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในเชิงบวก เปลี่ยนมุมมองจากผู้สูงอายุคือภาระให้กลายเป็นผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ การใช้นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินระยะยาว
การบูรณาการระบบสาธารณสุข เช่น ศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบไทยและการใช้ชีวิตอย่างสมดุล เข้ากับระบบสวัสดิการและการออมเงิน เพื่อให้ประชากรมีอายุที่ยืนยาวควบคู่ไปกับความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพที่ดี
