HoonSmart.com>> ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” มากขึ้น สหภาพยุโรป (EU) กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการกำหนดกติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรการและกฎระเบียบที่เข้มงวดครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ส่งออกไทย ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก ระบุว่า ปัจจุบัน EU มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมากถึงราว 3,400 มาตรการ สะท้อนถึงการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน EU ยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือราว 9% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ และมีผู้ส่งออกไทยจำนวนมากถึง 6,600 ราย หรือราว 24% ของผู้ส่งออกทั้งระบบที่พึ่งพาตลาดดังกล่าว ดังนั้น ทุกการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบของ EU จึงส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในปี 2569 นี้มีหลายมาตรการสำคัญของ EU ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ไปแล้วและเตรียมจะประกาศใช้เพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ที่กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้เพื่อลดปริมาณขยะ กฎระเบียบเพื่อการเสริมสร้างอำนาจแก่ผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Empowering Consumers for the Green Transition : EmpCo) ที่ห้ามการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริงหรือ Greenwashing รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation : ESPR) ที่กำหนดให้สินค้าในหลายอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ และเฟอร์นิเจอร์ ต้องถูกออกแบบมาให้ทนทาน ซ่อมแซมและรีไซเคิลได้ง่าย ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) ที่กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน และตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มข้นมากขึ้น
มาตรการเหล่านี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ส่งออกปลายน้ำเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงาน ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่อาจเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรในการปรับตัว
หากย้อนกลับดูบทเรียนจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ของ EU ที่เริ่มประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยพบว่าการส่งออกของไทยไปยัง EU ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมีมูลค่าลดลงทันที 14% ในปี 2563 และลดลงถึง 24% ในปี 2566 เมื่อเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Transition) สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของกติกาการค้าใหม่ที่มีต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ารายใหญ่ หากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น อาจเสี่ยงสูญเสียโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญของโลกในระยะยาว

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมของ EU ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยความท้าทายที่ผู้ส่งออกไทยจะต้องเผชิญในปีนี้และในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย และการดูแลสิทธิมนุษยชน รวมถึงจัดทำระบบ Traceability เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าใน EU
“การปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวจึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างแต้มต่อในการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะมีโอกาสรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมขยายตลาดสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น” นายชลัช กล่าว
EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ผ่านการระดมทุนในพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond) และพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล (Blue Bond) พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทั้งทางการเงินและไม่ใช่การเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อาทิ สินเชื่อเพื่อการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน สินเชื่อ Green X Transformation สำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจและการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึง Sustainability Linked Loan ควบคู่กับบริการให้คำปรึกษาและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎระเบียบและมาตรการสิ่งแวดล้อมระดับสากล เพื่อช่วยผู้ประกอบการยกระดับกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
