
โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
เห็นหัวข้อแล้ว ก็คงงงๆ แน่นอน มั่งคั่งต้องมีผลต่อความมั่งคั่งสิ เพราะชื่อมันก็เป็นชื่อเดียวกัน แต่ก่อนตัดสินใจ เราลองมาดูสมการความมั่งคั่งกันอีกทีนะ
Wealth = (income * saving rate * time * investment return) – financial mistakes
ความมั่งคั่ง = (รายได้ * อัตราการออม * ระยะเวลาการออม * อัตราผลตอบแทน) – ความผิดพลาดทางการเงิน
จากสูตรนี้เราสามารถแยกได้เป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆ
• (รายได้ * อัตราการออม * ระยะเวลาการออม * อัตราผลตอบแทน) ส่วนนี้ของสมการบอกถึงการสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งก็คือ การออมและการลงทุน
• ความผิดพลาดทางการเงิน ส่วนนี้ของสมการบอกถึงการสร้างความมั่นคง ซึ่งก็คือ การบริหารความเสี่ยง
ระหว่าง การสร้างความมั่งคั่ง กับ การสร้างความมั่นคง อะไรมีผลต่อความมั่งคั่งมากกว่ากัน หากอ้างอิงทั้งงานวิจัยด้านการลงทุนและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม คำตอบคือ
การสร้างความมั่นคง หรือ การบริหารความเสี่ยง มีผลต่อความมั่งคั่งมากกว่า การสร้างความมั่งคั่ง หรือ การลงทุน ในระยะยาว
นี่เป็นเหตุผลที่บริษัทลงทุนระดับโลกอย่าง Vanguard, Morningstar และงานวิจัยของ DALBAR ให้ความสำคัญกับ “การลดความผิดพลาด” มากกว่าการพยายามเอาชนะตลาด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ผลตอบแทนที่หายไปจากความผิดพลาด มักมากกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการเลือกกองทุนเก่งกว่าเล็กน้อย”
ทำไม Financial Mistakes จึงสำคัญกว่า
ลองแบ่งปัจจัยที่กำหนดความมั่งคั่งเป็น 2 ด้าน
1. เพิ่มผลตอบแทน (Investment Return)
สมมติ
• นักลงทุน A ได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี
• นักลงทุน B ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี
ต่างกันเพียง 2%
การเพิ่มผลตอบแทนอีก 1–2% ต่อปีทำได้ยากมาก และไม่มีใครทำได้สม่ำเสมอทุกปี
2. ลดความผิดพลาด (Financial Mistakes)
แต่ถ้าเรา
• ขายสินทรัพย์ที่ดี ไปซื้อสินทรัพย์ที่ไม่ดี หรือที่เรียกกันว่า ขายหมู ซื้อควายป่วย
• ซื้อขายบ่อย
• เก็บเหรียญบาทตัดหน้ารถสิบล้อ คือ การลงทุนแบบทุ่มสุดตัวกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน้อยแต่มีความเสี่ยงสูง
• ลงทุนด้วยหู ไม่ลงทุนด้วยตา ลงทุนโดยไม่ศึกษาหาความรู้ ไม่หาข้อมูล ลงทุนตามข่าว ตามคนอื่น
• ไม่ลงทุนเลย เงินออมที่มีฝากออมทรัพย์หมด
• ไม่มีการกระจายความเสี่ยง
• ไม่มีการบริหารเงิน
• ไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม อย่างเช่น ไม่มีการซื้อประกันภัยหรือประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
• ก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และก่อหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง ก่อหนี้เกินความสามารถของตนเอง
• หรือ กรณีเลวร้าย ถูกหลอกลงทุน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น 2–3% หลายเท่า หลายกรณีความเสียหายแค่ครั้งเดียวทำลายความมั่งคั่งที่สร้างสมมาตลอดชีวิต
งานวิจัยสนับสนุน
1. DALBAR – Quantitative Analysis of Investor Behavior
ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนหลายสิบปี พบว่า
• ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูง
• แต่นักลงทุนทั่วไปได้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุหลักคือ
• ซื้อเมื่อราคาแพง
• ขายเมื่อราคาถูก
• ลงทุนตามข่าว
• ตื่นตระหนกเมื่อเกิดวิกฤต
ไม่ใช่เพราะเลือกกองทุนผิด
2. Vanguard – Advisor’s Alpha
Vanguard พบว่า
การสร้างผลตอบแทนเพิ่มจาก
• การรักษาวินัย
• การไม่ขายตอน Panic
• การปรับพอร์ตอย่างเหมาะสม
• การวางแผนภาษี
สามารถเพิ่มผลลัพธ์ระยะยาวได้มากกว่าการพยายามเลือกหุ้นชนะตลาด
3. Daniel Kahneman (Nobel Prize)
มนุษย์เจ็บปวดจาก “การขาดทุน” มากกว่าความสุขจาก “กำไร” ทำให้ตัดสินใจผิดในช่วงวิกฤต เช่น ขายสินทรัพย์หลังจากราคาลดลงมากแล้ว
ตัวอย่าง

กราฟแสดงผลการดําเนินงานระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้อนหลังไปถึงทศวรรษ 1920 การลงทุน 1,000 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 1926 จะเติบโตเป็น 17,718,723 ดอลลาร์ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2026
ตั้งแต่ปี 1936 ถึง 2025 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่เคยมีผลตอบแทนติดลบต่อเนื่อง 20 ปี และตั้งแต่ปี 1972 S&P 500 ไม่เคยมีผลตอบแทนติดลบในช่วงเวลาต่อเนื่องที่ยาวนานเกิน 12 ปีเลย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 มีการลดลงเฉลี่ยภายในปีเกือบ 15% อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้มีผลตอบแทนประจําปีเป็นบวกในกว่า 75% ของปีเหล่านั้น ในช่วง 20 ปีเดียวกันนั้น ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของ S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 11%
ชาร์ลี มังเกอร์ เองก็เปรียบเทียบดอกเบี้ยทบต้นกับก้อนหิมะเล็ก ๆ ที่ถูกกลิ้งลงเนินเขาขนาดใหญ่ โดยกล่าวว่า
“กฎข้อแรกของการทบต้น: อย่าขัดจังหวะโดยไม่จําเป็น”
อีกงานวิจัยหนึ่งที่บอกถึงข้อผิดพลาดของการลงทุน

แหล่งที่มา: BlackRock, Bloomberg ณ วันที่ 31/12/2025 แผนภูมิแสดงการเติบโตของการลงทุนสมมติมูลค่า $10,000 ในหุ้นในช่วง 20 ปี โดยหุ้นถูกแทนด้วยดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีที่ไม่ได้บริหารจัดการและโดยทั่วไปถือว่าเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
กราฟแท่งแสดงศักยภาพการลดลงของผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อพลาดวันที่มีผลการดําเนินงานสูงสุด ยิ่งเราพลาดวันที่ดีที่สุดมากเท่าไร ผลตอบแทนยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนโดยไม่ขายออกเลย จาก $10,000 จะเติบโตเป็น $84,580 แต่ถ้าเราพลาดวันที่ดีไปเพียง 25 วันในระยะเวลาการลงทุน 20 ปี เงินเราจาก $10,000 จะเหลือเพียง $17,846 เท่านั้น
อ่านบทความอื่นๆ

