ความจริงความคิด : ใครมีโอกาสสำเร็จทางการเงินมากกว่ากัน


โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
 

ความเข้าใจผิดทางการเงินมีอยู่มากมาย ยิ่งคนที่ทำอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น

“การวางแผนการเงินเป็นเรื่องของคนรวย คนจนอย่างเรา แค่หาเช้ากินค่ำก็ลำบากแล้ว”

“ประกันไม่สำคัญ เราคงไม่โชคร้ายอย่างนั้น”

“เรื่องเกษียณไว้ค่อยคุยกัน ตอนใกล้เกษียณ ตอนนี้ยังอีกไกล”

“อย่ามาพูดเรื่องตาย อัปมงคล”

งั้นเราลองมาดูคนรอบตัวเรานะ เพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน หรือ คนต่างอาชีพที่รู้จักกัน หลายครั้งเราเองยังแปลกใจเลยว่า “ไอ้เราก็พยายามทำตามสูตรที่เรียนมา ขยันเรียน จบคณะดังๆ ทำงานดีๆ แล้วจะมีรายได้สูง” สรุป ก็มีรายได้สูงจริงๆนะ แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนบางคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือหนักเท่าเรา จบก็ไม่สูงกว่าเรา รายได้ก็ไม่ได้มากกว่าเรา แต่ทำไมกลับมีทรัพย์สิน ความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเรา มันน่าจะมีอะไรที่ผิดพลาดสักอย่างแน่ๆ จนวันก่อนได้รับเชิญจากคุณเนาวรัตน์ รายการ Money Chat ก็มีการพูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน

“คนเงินเดือน 30,000 บาท กับคนเงินเดือน 300,000 บาท ใครมีโอกาสมั่งคั่งมากกว่ากัน?”

คำตอบคือ ไม่มีใครได้เปรียบโดยอัตโนมัติ

ในความเป็นจริงแล้ว

“รายได้ที่สูงกว่า ไม่ได้รับประกันว่าจะเกษียณได้ดีกว่า แต่ ‘อัตราการเปลี่ยนรายได้เป็นความมั่งคั่ง’ ต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด”

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

หลายคนเชื่อว่า “เมื่อรายได้เพิ่ม ปัญหาการเงินจะหมดไป มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งมากขึ้น”

แต่ในทางปฏิบัติ รายได้ที่เพิ่มขึ้นมักมาพร้อมกับ บ้านใหญ่ขึ้น รถแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ภาระผ่อนมากขึ้น มาตรฐานการใช้ชีวิตสูงขึ้น ฯลฯ สุดท้ายเงินเหลือออมไม่ต่างจากเดิม
จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อน

แม้คนที่มีรายได้สูงจะมีศักยภาพในการออมและลงทุนมากกว่า แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับใช้ชีวิตตามสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Lifestyle Inflation คือ การที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้ ทำให้เราติด “กับดักความมั่งคั่ง” “wealth trap” ทำให้มีภาระหนี้สูง และเลื่อนการออมออกไป คือ ยิ่งเงินในกระเป๋าเยอะยิ่งใช้เยอะ ยิ่งใช้เยอะยิ่งมีหนี้เยอะ ยิ่งมีหนี้เยอะยิ่งติดกับดับความมั่งคั่งที่ตนเองสร้างขึ้น

ตัวอย่างที่เจอกับตัวเลย ก็คือ มีเพื่อนทำงานแบงค์หลายคน บ่นงานหนัก รายได้น้อย อยากเปลี่ยนงาน แต่พอแนะนำงานให้จริงกลับไม่กล้าเปลี่ยนงาน เพราะใช้สวัสดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของแบงค์อยู่ ทำให้เสียโอกาสของงานใหม่ที่ดีกว่าเก่า หรือ ที่เคยเจอ ผู้บริหารตัวแทนบางคนจะแนะนำตัวแทนใหม่ให้กู้เงินซื้อรถ เหตุผลหนึ่งก็เพื่อทำงาน แต่อีกเหตุผลที่แฝง ก็คือ เมื่อตัวแทนเป็นหนี้ ก็จะขยันหาเงินมาจ่ายหนี้ ทำให้ผู้บริหารเองก็มีรายได้ค่าบริหารเพิ่มขึ้น

ลักษณะของ Wealth Trap

• รายได้มากแต่ไม่เหลือเก็บ: เมื่อหาเงินได้มากขึ้น ก็ยิ่งใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเพิ่มมาตรฐานการใช้ชีวิตให้สูงขึ้นตาม (Lifestyle Inflation) ทำให้ไม่มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจริง
• ติดกับดักการทำงานเพื่อเงิน: ต้องหาเงินและทำงานหนักตลอดเวลาเพราะกลัวเงินหมด หรือขาดรายได้เสริมแบบ Passive Income ที่สร้างอิสรภาพให้ชีวิต
• ปัญหายึดติดความรวยด้านจิตใจ: เมื่อมีเงินมากพอกลับมองไม่เห็นคุณค่าหรือเป้าหมายอื่นในชีวิต นอกจากการดูตัวเลขความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจนเกิดความเครียดทางจิตใจ

ในทางกลับกัน คนที่มีรายได้ปานกลางแต่หากสามารถออมอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมค่าใช้จ่าย และลงทุนระยะยาว อาจสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ดีกว่า

ดังนั้น ความสำเร็จของการเกษียณไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “จำนวนรายได้” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของการบริหารรายได้”

หากเราเขียนเป็นสูตรของความมั่งคั่ง (wealth)

Wealth = (income * saving rate * time * investment return) – financial mistakes

ความมั่งคั่ง = (รายได้ * อัตราการออม * ระยะเวลาการออม * อัตราผลตอบแทน) – ความผิดพลาดทางการเงิน

สมการนี้สะท้อนว่า ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออมอย่างต่อเนื่อง การลงทุนระยะยาว และการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่มีต้นทุนสูง ดังนั้น ถ้ารายได้เยอะ แต่ไม่รู้จักออม หรือออมแต่ฝากแต่บัญชีออมทรัพย์ หรือกว่าจะเริ่มออมก็ช้าเกินไป และยังแถมด้วยความผิดพลาดทางการเงินอีก อย่างเช่น หลายคนลงทุนตามกระแสตามข่าวกลายเป็นซื้อแพง ขายถูกตลอดเวลา

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
Thomas J. Stanley และ William D. Danko
หนังสือ The Millionaire Next Door พบว่า มหาเศรษฐีจำนวนมากไม่ได้มีรายได้สูงที่สุด แต่มีวินัยในการออม ลงทุน และใช้ชีวิตต่ำกว่าศักยภาพของรายได้

Vanguard
ให้ความสำคัญกับการออมอย่างสม่ำเสมอ การจัดสรรสินทรัพย์ และการรักษาวินัย มากกว่าการพยายามเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

Morningstar
ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของนักลงทุนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์การลงทุนในระยะยาว

Nobel Prize – Richard Thaler
แนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอธิบายว่า มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอไป จึงควรออกแบบระบบการออมและการลงทุนให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อลดผลกระทบจากอารมณ์และอคติ

เมื่อพฤติกรรมทางการเงินที่ทำให้คนรายได้สูงไม่รวย คือ Lifestyle Inflation วิธีรับมือและป้องกัน

• ออมก่อนใช้: หักเงินเก็บหรือลงทุนทันทีที่ได้รับรายได้ใหม่
• แยกบัญชีให้ชัดเจน: แบ่งเงินเป็นส่วน ๆ เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้ปนกับเงินออม
• เพิ่มสัดส่วนเงินออม: เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ควรเพิ่มเปอร์เซ็นต์การออมให้เร็วกว่าการเพิ่มรายจ่าย [1, 2]

ถ้าคุณต้องการ ผมสามารถช่วยแนะนำ:
• วิธีคำนวณสัดส่วนเงินออม ที่เหมาะกับรายได้ของคุณ
• เทคนิคจัดทำงบประมาณ รายเดือนแบบง่ายๆ

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–