SCC วิ่งฉิ่ว อิหร่านเปิดเรือไทยผ่านฮอร์มุซ ลุ้นกำไร Q1/69 พุ่งกระฉูด

HoonSmart.com>>”ปูนซิเมนต์ไทย” (SCC)  พุ่งแรง 6.28% ลุ้นอิหร่านให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดแรงกดดันด้านวัตถุดิบ ไม่ต้องปิดโรงงานเพิ่ม บล.หยวนต้าแนะเทรดดิ้ง เป้า 193 บาท XD 1 เม.ย.รับปันผล 2.50 บาท บล.เอเซียพลัสมองยาวสดใส  ราคา Naphtha-เม็ดพลาสติกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หนุนไตรมาสแรกโกย Stock Gain และ NRV Gain ช่วยลดขาดทุนโรงงาน LSP  ส่วนโรงงานตะวันออกกลางหลายแห่งเสียหายจากสงคราม แก้ภาวะซัพพลายปิโตรเคมีล้นตลาด

หุ้น SCC พุ่งแรง 6.28% เพิ่มขึ้น 11.50 บาท ปิดที่ 194.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,262.95 ล้านบาท สำหรับการซื้อขายครึ่งวันที่  25 มี.ค.2569

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองบวกหลังมีข่าวว่าอิหร่านอำนวยความสะดวกให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  โดยเรือของบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ผ่านอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนเรือของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ ถือเป็นข่าวดี และมองบวกต่อ SCC มากกว่า BCP  เพราะจัดหาวัตถุดิบผ่านฮอร์มุซ 49%  จากก่อนหน้านี้ประกาศหยุดการผลิตของระยองโอเลฟินส์ (ROC)  เป็นการชั่วคราวและประกาศ Force Majeure  ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โรงงานปิโตรเคมีหลัก รวมทั้งตลาดกังวลว่าถ้าฮอร์มุซยังไม่เปิดภายในปลายเดือนมี.ค. อาจจะต้องปิดโรงงานเพิ่มช่วงกลางเดือนเม.ย.นี้

นับตั้งแต่เกิดสงครามราคาหุ้น SCC ร่วงลง 19% เทียบกับหุ้นปิโตรเคมี PTTGC, IVL, IRPC เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% เนื่องจาก Spread ปิโตรเคมีฟื้นตัว ขณะที่ SCC ถูกกดดันจากความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ ข่าวนี้ช่วยลดแรงกดดันด้านวัตถุดิบให้ SCC ให้กลับมาเคลื่อนไหวลักษณะ Catch-up หุ้นปิโตรเคมีคู่แข่ง วันนี้หุ้นจะฟื้นตัว แนะนำ “เทรดดิ้ง” ราคาเหมาะสม 193 บาท  นอกจากนี้วันที่ 1 เม.ย.ขึ้น XD ให้สิทธิรับเงินปันผลหุ้นละ 2.50  บาท

ขณะที่ BCP มีสัดส่วนใช้น้ำมันดิบตะวันออกกลางไม่สูงประมาณ  15% และหุ้นไม่ได้ถูกกดดันจากความกังวลอุปทานน้ำมันดิบก่อนหน้านี้

ด้านบล.เอเซียพลัสมอง SCC สั้นดี–กลางเสี่ยง–ยาวสดใส สถานการณ์ล่าสุด SCC ยังคงหยุดเดินเครื่องโรงงาน ROC ซึ่งเป็นโรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.เพื่อสํารองวัตถุดินป้อนให้กับโรงงาน MOC และ LSP โดยที่ SCC มีการจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมจากภูมิภาคอื่นนอกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐ และออสเตรเลีย จึงสามารถยืดระยะเวลาเดินเครื่องโรงงาน MOC และ LSP ออกไปจากเดิมที่คาดจะต้องหยุดผลิตกลางเดือน เม.ย เป็นปลายเดือนเม.ย.นี้

ส่วนราคานําเข้า Naphtha ล่าสุด (20 มี.ค.69) อยู่ที่ 1,141 เหรียญ/ตัน แต่ราคาเม็ดพลาสติก (HDPE) ก็เพิ่มขึ้นจาก 880 เหรียญ/ตัน เป็น 1,500 เหรียญ/ตัน โดยผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำหลายรายที่ใช้เม็ดพลาสติกในการทําบรรจุภัณฑ์ยอมซื้อเม็ดพลาสติกในราคาสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับสายการผลิตของตนเอง เนื่องจากแพคเกจจิ้งคิดเป็นต้นทุนเพียง 2–3% ของต้นทุนสินค้าทั้งหมด ทําให้ Spread PE-Naphtha บางช่วงเวลาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 400  เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับที่ SCC สามารถทํากําไรได้ ในระยะสั้น

ฝ่ายวิจัยคาดว่า SCC จะได้รับอานิสงส์จากราคา Naphtha และราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทําให้เกิด Stock Gain และ NRV Gain จํานวนมากในไตรมาสแรก ช่วยชดเชยผลขาดทุนจากโรงงาน LSP ที่ปัจจุบันแบกต้นทุนคงที่จนมีผลขาดทุน 3,000 ล้านบาท/ไตรมาสได้ ขณะที่ช่วงไตรมาสที่ 2  ยังต้องเผชิญความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนวัคถุดิบ หากสถานการณ์ปิดช่องแคบเฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่ง Naphtha ยังคงยืดเยื้อ และต้องรับภาระต้นทุนคงที่จากโรงงาน ROC ที่หยุดเดินเครื่องอีก150 ล้านบาท/เดือน แต่ก็คาดว่าจะไม่ทำให้ SCC ต้องขาดทุนหนัก เพราะยังมีกําไรจากธุรกิจ Packaging และวัสดุก่อสร้างเข้ามาช่วยประคอง

มุมมองระยะยาวเป็นบวกเนื่องจากโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของการผลิต Ethylene ทั้งโลก ต้องหยุดเดินเครื่องแบบเสียหายเชิงโครงสร้างหลายแห่งจากเหตุสงครามทําให้ตลาดโลกพ้นจากภาวะ Oversupply ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมที่เคยมองไว้ในปี 2571 และยิ่งเสริมความได้เปรียบของโครงการ Ethane Cracker ของโรงงาน LSP ที่รับ Feed จากสหรัฐ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ SCC ได้ถึงปีละ 8,000 ล้านบาท  แนะนำให้ถือ เป้าหมาย 190 บาท

———————————————————————————————————————————————————–