HoonSmart.com >>ตลาดหลักทรัพย์ปิดจบ เดินหน้าสยายปีกให้ลูกค้าต่างชาติกลุ่ม HFT “ปลดล็อก” HFT ซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยได้เสรี จับตาหุ้น THAI จุดอ่อน 19,000 ล้านหุ้น เป้าหมายการทำ Short Sell ของเหล่าจตุรเทพ
แหล่งข่าวโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์เปิดรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงมาตราการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” เมื่อ 13-29 พ.ค. 2569 และปิดการรับฟังไปแล้วนั้น โดยมีผู้ให้ความเห็น 71 ราย เป็นบริษัทสมาชิก 36 ราย พนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนรายย่อย ผู้ลงทุนสถาบัน รวม 33 ราย ที่เหลือคือสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และ Asia Securities Industry and Financial Market Association (ASIFMA)
โดยมีข้อสรุปว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ใช้คำว่า “การปรับปรุงมาตราการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” ทั้งสิ้น ทั้งที่เนื้อหาสาระในการรับฟังความคิดเห็นนี้ มุ่งเน้น “ปลดล็อก” ให้ลูกค้ากลุ่ม HFT ( High Frequency Trading) สามารถทำการซื้อขายได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่า การปรับลดช่วงราคา BID – OFFER ของราคาหุ้นให้แคบลง จนทำให้นักลงทุนรายย่อย ไม่สามารถเก็งกำไรและทำกำไรได้ใน 1 ช่วงราคา
ขณะที่ลูกค้า HFT ยังเดินหน้าทำกำไรได้เต็มที่ เพราะต้นทุนการซื้อขายของรายย่อยสูงกว่าลูกค้ากลุ่ม HFT เป็นอย่างมาก โดยตลาดหลักทรัพย์อ้างว่า ถ้า HFT ส่งคำสั่งโดยไม่ได้ตั้งใจจะซื้อขายจริง (ส่งคำสั่งหลอกหรือบิดเบือนสภาพตลาด) ตลาด ฯ จะปรับ 1,500 บาททุก 10,000 คำสั่ง ที่เกินกว่า 30,000 คำสั่งแรก
ทั้งที่ค่าปรับนี้ เมื่อเทียบกับขนาดการซื้อขายของ HFT แล้วถือว่าเป็นค่าปรับในระดับที่เรียกว่า “เศษสตางค์” ของลูกค้ากลุ่มนี้ ยังไม่นับรวมอีกหลายๆมาตราการที่ตลาดหลักทรัพย์จะปรับปรุงเพื่อ “ปลดล็อก” HFT ให้ ซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยได้เสรีมากขึ้น เช่น สามารถทำการซื้อขายได้ทุกตัวโดยไม่มีข้อจำกัด ขายชอร์ตได้ที่ราคาที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้าย (ปัจจุบันขายชอร์ตต้องขายราคาที่สูงกว่าราคาสุดท้ายที่เกิดขึ้น) ยกเลิกการหน่วงเวลาในการให้คำสั่งซื้อขายของ HFT ยังอยู่ในระบบอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ HFT สามารถส่งคำสั่งซื้อๆขายๆ และยกเลิกได้ทันที การปรับปรุงมาตราการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์นี้
นักลงทุนรายย่อยตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นไปเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ HFT เพียงอย่างเดียว ไม่มีสักข้อที่จะช่วยส่งเสริมให้นักลงทุนรายย่อยสามารถทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยได้ดียิ่งขึ้น และผู้ตอบแบบสอบถามมีการนับแยกทั้งบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและ พนักงานบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งดูแหล่งที่มาคล้ายกับเป็นแหล่งเดียวกัน แต่ตลาดหลักทรัพย์กลับแยกนับเป็นผู้ตอบแต่ละราย อย่างแปลกประหลาด
จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ พบว่า จำนวนนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 720,000 ราย นั้น เป็นกลุ่ม Gen Y ถึง 320,000 กว่าราย กลุ่ม Gen X 210,000 กว่าราย กลุ่ม Baby Boomer และที่อายุมากกว่ากลุ่มนี้ จำนวนประมาณ 100,000 ราย ในขณะที่กลุ่ม Gen Z มีเพียง 60,000 กว่าราย
โดยพบว่า นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี สอดคล้องกับทัศนคติของนักลงทุนไทย ที่ยังมองว่า ตลาดหุ้นยังเป็นแหล่งลงทุนเพื่อการออม แต่หากตลาดหลักทรัพย์ยังคงเดินหน้ามาตราการ “สยายปีกให้ HFT” ตามที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ทิศทางการลงทุนเพื่อการออมของนักลงทุนรายย่อยอาจต้องเปลี่ยนไป และส่งผลต่อการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะลูกค้า กลุ่ม HFT ไม่ได้ทำการซื้อขายหุ้นเพื่อถือครองระยะยาว เพื่อหวังปันผล หรือเพิ่มทุน
แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทย ที่ยังถือเป็นตลาดหุ้นขนาดเล็กนั้น กลับเป็นที่รวมตัวกันของ HFT จตุรเทพ จ้าวใหญ่ชื่อดังของโลก ไม่ว่า Jane Street , Jump , XTX, Citadel, Tower Research ฯลฯ ยึดครอง 5 อันดับแรกของปริมาณการซื้อขายของโบรกเกอร์ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของการซื้อขายรวมในแต่ละวัน และดูเหมือนว่า ทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นโดยรวมสูงขึ้นก็ตาม แต่ก็ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนไทยไม่สามารถเติบโตได้ เพราะเสียเปรียบในทุกด้าน
ยังไม่นับรวมเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ว่าจริงแท้แค่ไหน เรื่องการสร้างความเสียหายกับตลาดหุ้นไทย ได้แก่ เคยทำ Short Sell และ Naked Short ในตลาดหุ้น ด้วยการขายหุ้นออกมาก่อนที่ดัชนีประมาณ 1700 จุด แล้วลงมารับกลับตอนประมาณ 1000 จุด ในช่วงปี 2022 ถึง 2025 ว่า เหล่าเทพ HFT มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
สิ่งที่น่ากลัวคือ พวกเขารู้ว่า THAI มีจุดอ่อนคือหุ้น 19,000 ล้านหุ้น จะถูกเทขายออกมาหลังจากวันที่ 4 ส.ค. นี้
และที่สำคัญคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ จะต้องขายหุ้นออกมาเพื่อป้องกันการขาดทุนที่ราคา 2.50 บาท
ดังนั้นถ้าสิ่งที่พวกเขาอาจทำต่อจากนี้ไปคือ Short Sell ลงมาจนราคาใกล้ ๆ 2.50 บาท ท่ามกลางข่าวร้ายเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 ที่อาจออกมาขาดทุนและผลประกอบการทั้งปีอาจปรับตัวลดลงสูงถึง 70% จากหลายปีที่แล้ว หากราคาน้ำมัน Jet A1 ยังคงอยู่สูง 200 ดอลลาร์ต่อบาเรล
บีบให้สหกรณ์ต้องขายป้องกัน บันทึกผลขาดทุน แล้วหลังจากนั้นเขาจึงซื้อขึ้นเมื่อต่ำกว่า 2.50 บาท !!!
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ SET มันกำลังจะเกิดขึ้นกับ THAI ผ่าน Short Sell, Block Trade, Derivative Warrants, Naked Short !!!!!! หรือไม่ ตลาดหลักทรัพย์ กลต ควรจะจับตามองกลุ่มเทพพวกนี้ไว้อย่ากระพริบตา
———————————————————————————————————————————————————–

