HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 84 จุด ท่ามกลางการซื้อขายผันผวน นักลงทุนจับตาสถานการณ์ใหม่ในอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ -อิหร่านกำลังเจรจากัน ขณะที่มีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมีแผนจะส่งกองกำลังพิเศษไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซ “ราคาน้ำมันดิบ” ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐ วันที่ 24 มีนาคม 2569 กลับมาร่วงลงอีกครั้ง ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน โดยปัจจัยหลักคือรายงานข่าวที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับสถานการณ์การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,124.06 จุด ลดลง 84.41 จุด, -0.18%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,556.37 จุด ลดลง 24.63 จุด, -0.37%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,761.90 จุด ลดลง 184.86 จุด, -0.84%
นักลงทุนจับตาสถานการณ์ใหม่ในอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจากัน ขณะที่มีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมีแผนจะส่งกองกำลังพิเศษไปยังภูมิภาคดังกล่าวเพื่อเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซ
ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจาอยู่กับอิหร่าน พร้อมเสริมว่าอีกฝ่ายหนึ่งอยากทำข้อตกลง และอิหร่านตกลงที่จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
นักลงทุนมีความสับสนมากขึ้นเกี่ยวกับการเจรจาเพื่อยุติสงคราม เนื่องจากอิสราเอลและอิหร่านยังคงโจมตีกันไปมาหลังจากที่ประธานาธิบดีแสดงความคิดเห็นเมื่อวันจันทร์ ตามรายงานของทางการอิสราเอล
นอกจากนี้การคาดการณ์เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพถูกบั่นทอนลง ด้วยรายงานที่ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังวางแผนที่จะส่งทหารจากกองพลทหารราบที่ 82 ประมาณ 3,000 นายไปยังตะวันออกกลาง แม้สหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะส่งทหารเข้าไปในอิหร่านก็ตาม ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงบ่าย
วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศพึ่งพาการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก กำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามต่อต้านอิหร่านแล้ว
อย่างไรก็ตามยังมีสัญญาณเชิงบวก เนื่องจากปากีสถานเสนอตัวเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสองประเทศ
ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในวันจันทร์จากความหวังว่าความขัดแย้งอาจคลี่คลายลง พลิกกลับมาสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 4% กลับขึ้นไปอยู่เหนือ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับ 104 ดอลลาร์
กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในดัชนี S&P 500 ในช่วงการซื้อขายนี้ โดยเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้การปรับขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมากกว่า 9% และเป็นกลุ่มเดียวในดัชนี S&P 500 ที่อยู่ในแดนบวก
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้นักลงทุนกังวลต่อผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง และนักลงทุนมองว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า 30% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปี
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนมีนาคม จาก S&P Global ที่ปรับตัวขึ้นมาที่ 52.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน จาก 51.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นลดลงมาที่ 51.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน จาก 51.7 ในเดือนก่อนหน้า
คริส วิลเลียมสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธุรกิจของ S&P Global Market Intelligence กล่าวในแถลงการณ์ว่า ข้อมูลดัชนี PMI เบื้องต้นดือนมีนาคม ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ คือ การเติบโตที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น หลังการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง บริษัทต่างๆ รายงานว่าความต้องการลดลงเนื่องจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบต่อค่าครองชีพที่เกิดจากความขัดแย้ง
ด้านออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) รายงาน การจ้างงานของภาคเอกชน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10,000 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 มีนาคม เทียบกับการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9,000 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์
หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลงและแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มสินเชื่อเอกชน(Private Credit) ก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดเช่นกัน จากรายงานว่า บริษัท Ares Management และบริษัท Apollo Global Management ได้จำกัดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนสินเชื่อเอกชนไว้ที่ 5% หลังมีการส่งคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น โดยหุ้น Ares Management ลดลง 1% หุ้น Blackstone ลดลง 1.2%
เมื่อวันจันทร์ Moody’s Ratings ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของกองทุนสินเชื่อเอกชนที่บริหารโดย KKR และ Future Standard ลงสู่ระดับ junk ท่ามกลางหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นและผล
ประกอบการที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นรายตัววอื่น หุ้น Estee Lauder ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ ร่วงลง 9.8% หลังจากบริษัทระบุว่ากำลังเจรจาควบรวมกิจการกับ Puig Brands จากสเปน
หุ้น Jefferies พุ่งขึ้น 2.5% หลังจาก ไฟแนนเชียล ไทม์สรายงานว่า บริษัท Sumitomo Mitsui Financial Group ของญี่ปุ่น กำลังพิจารณาแผนเข้าซื้อกิจการของ Jefferies
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกหลังจากผันผวนตลอดช่วงการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างความหวังในการลดความตึงเครียดในสงครามตะวันออกกลางกับความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับตัวขึ้นหลังจากที่ร่วงลงมากถึง 0.7% ในช่วงต้นของการซื้อขาย
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 579.28 จุด เพิ่มขึ้น 2.50 จุด, +0.43%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 9,965.16 จุด เพิ่มขึ้น 71.01 จุด, +0.72%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,743.92 จุด เพิ่มขึ้น 17.72 จุด, +0.23%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,636.91 จุด ลดลง 16.95 จุด, -0.07%
หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมและพลังงานนำการปรับตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 2.5% และ 2.4% ตามลำดับ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลดลง 1.1% ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินลดลง 0.7%
กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการเทขายครั้งล่าสุด และมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1%
ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของคำกล่าวระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
เมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าวอชิงตันได้มีการเจรจา อย่างจริงจังมาก ๆ กับอิหร่านแล้ว หลังจากสงครามผ่านมาได้กว่าสามสัปดาห์ แต่อิหร่านได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลก ถูกปิดเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางก็ถูกโจมตีเช่นกัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นอีกครั้ง
นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ระบุว่า สมมติฐานสำหรับผลของราคาน้ำมันได้เปลี่ยนไปสูงขึ้น ความเสี่ยงจากสถานการณ์ทั้งความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือลด ก็สูงกว่าเดิม เพราะการหยุดชะงักได้ขยายวงกว้างจากช่องแคบไปยังการผลิตแล้ว
เศรษฐกิจของยุโรปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างมาก และภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างต่อเนื่องอาจผลักดันอัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคให้สูงขึ้น
ผลกระทบจากสงครามปรากฏให้เห็นแล้วในผลสำรวจที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของภาคเอกชนในยูโรโซนชะลอตัวลงอย่างมากในเดือนมีนาคม ผลสำรวจในเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนเติบโตในอัตราที่อ่อนแอที่สุดในรอบสามเดือน ขณะที่ฝรั่งเศสหดตัวในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม
ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB)จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2026 ซึ่งต่างอย่างมากจากก่อนเกิดความขัดแย้ง ที่คาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี
ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น Puig พุ่งขึ้น 13% หลังจาก Estee Lauder และกลุ่มบริษัทเครื่องสำอางสเปนประกาศว่ากำลังเจรจาเกี่ยวกับการควบรวมกิจการที่อาจเกิดขึ้น
หุ้น INWIT บริษัทเสาโทรคมนาคมมือถือที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี พุ่งขึ้น 9.9% จากรายงานการเสนอซื้อกิจการ
ในทางกลับกัน Bellway ร่วงลง 17.5% หลังจากบริษัทสร้างบ้านปรับลดประมาณการอัตรากำไรจากการดำเนินงานสำหรับปีงบประมาณ 2026
หุ้น SAP ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ร่วงลง 4% หลังจาก J.P. Morgan ปรับลดคำแนะนำการลงทนุจากoverweight เป็น neutral ส่งผลให้ดัชนี DAX ของเยอรมนีลดลง 0.1%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.22 ดอลลาร์ หรือ 4.79% ปิดที่ 92.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 4.55 ดอลลาร์ หรือ 4.55% ปิดที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

