HoonSmart.com>>กลุ่มค้าปลีกมีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่อาจกระทบมาร์จิ้น จับตาหากเกิดภาวะสินค้าขาดตลาดจะเป็นความเสี่ยงที่สูงกว่า ขณะนี้มีสต็อกสินค้าช่วยประคองสถานการณ์ไว้ แนะนำไม่ต้องรีบเข้าซื้อหุ้นค้าปลีก-กลุ่มเครื่องดื่ม รอราคาปรับลง MRDIYT-MOSHIโดดเด่นที่สุด
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ปัญหาเริ่มต้นจากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือเริ่มลุกลามไปยังเรื่องของบรรจุภัณฑ์และการจัดซื้อ มองว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญลำดับถัดไป จะไม่จำกัดวงอยู่แค่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นแต่ยังรวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำเริ่มรับรู้ถึงแรงกดดดันมากขึ้น จึงทำให้มีความสี่ยงสูงขึ้นที่จะทำให้สินค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์และวัสดุก่อสร้างเกิดปัญหาขาดแคลนอุปทานหรือราคาพุ่งสูงขึ้น
คำถามสำคัญในตอนนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นไปเท่าไหร่ แต่ยังเป็นภาวะตึงตัวของอุตสาหกรรมต้นน้ำจะส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อ, อัตรากำไรและปริมาณสินค้าเร็วแค่ไหน
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ได้ตรวจสอบตลาด โดยสอบถามไปยังผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกและบริษัทเครื่องดื่มที่ทำการศึกษาระหว่างวันที่ 18-19 มี.ค.2569 ซึ่งผลการตรวจสอบชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในวงกว้าง และบริษัทส่วนใหญ่ยังมีสต็อกสำรอง, สินค้าจากซัพพลายเออร์, สัญญาซื้อขายหรือมีการกระจายแหล่งจัดซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อีก 2-6 เดือนขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการทุกรายรายงานว่าสถานะโดยรวมของสินค้าที่วางจำหน่ายบนชั้นยังคงเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ระบบที่ดูนิ่งในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสต็อกสินค้าช่วยปิดผลกระทบ แต่ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการเริ่มแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันแล้ว ทั้งในส่วนของบรรจุภัณฑ์, เม็ดพลาสติก รวมทั้งการจัดสรร คำสั่งซื้อสินค้าและพฤติกรรมการจัดซื้อ
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า ผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ, บรรจุภัณฑ์และพลังงานที่สูงขึ้นยังสามารถวัดได้จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (earnings sensitivity) แต่มองว่าสิ่งที่ประเมินได้ยากคือภาวะ“สินค้าขาดตลาด” เพราะเมื่อสินค้าหายไปจากห่วงโซ่อุปทานแล้ว จะไม่รู้เลยว่าสินค้าเหล่านี้จะสามารถกลับมาวางจำหน่ายได้เมื่อใด โดยเฉพาะสำหรับผู้ค้าปลีกที่มีสินค้าหลายหมื่น SKUs โดยสรุปแล้วเชื่อว่าผลกระทบทางการเงินน่าจะเริ่มจาก margin ก่อน ส่วนผลกระทบจะรุนแรงขึ้นหากรอบการเติมสต็อกช้าลงและความต่อเนื่องของการจัดหาสินค้า (supply continuity) เริ่มไม่แน่นอน
“ยังแนะนำ Neutral กลุ่มค้าปลีกและแนะนำให้เข้าซื้อหุ้นบางตัวเมื่อราคาปรับตัวลง โดยนักลงทุนยังไม่ต้องรีบเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มเครื่องดื่มในระยะนี้”
ทั้งนี้อุตสาหกรรมค้าปลีกยังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากอุปทานที่ลดลงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนตัว ดังนั้นจึงยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มค้าปลีกไทย ดังนั้น สำหรับนักลงทุนแบบสวนกระแส (contrarian investor) ที่กำลังมองหาหุ้นลงทุน แนะนำให้มุ่งเป้าไปยังบริษัทที่มีสต็อกชัดเจน, ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการดำเนินงานน้อยกว่า และมีความยืดหยุ่นในการปรับราคาบางส่วน
เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์เหล่านี้ เชื่อว่า MRDIYT และ MOSHI เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มขณะที่ upside risk ของกลุ่มคือ หากอุปทานกลับมาอยู่ในระดับปกติเร็วกว่าคาด ส่วน downside risk จะมาจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานนานกว่าคาด
