เอ็กโกกรุ๊ป กำไร’68 ลดลง 13% รายได้หด18% เฉพาะ Q4/68 ฟื้นกำไรโต 46%

HoonSmart.com>>ผลิตไฟฟ้า แจ้งกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 4,727 ล้านบาท ลดลง 13% รายได้รวมลดลง 18% เหลือ 37,905 ล้านบาท จากแรงกดดันสัญญาไฟฟ้าใหม่ PSA ของเคซอนที่มีอัตราค่าขายไฟฟ้าต่ำลง และการขายเงินลงทุนในบีอาร์ดับบลิวเอฟ แม้ไตรมาส 4/2568 รายได้ฟื้นโต 27% กำไรเพิ่ม 46% จากไตรมาสก่อน เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความมั่นคงและยั่งยืน พร้อมปันผล 6.50 บาทต่อหุ้น

บริษัท ผลิตไฟฟ้า ( EGCO) หรือ กลุ่มเอ็กโก รายงานรายได้ ปี 2568 รายได้รวม 37,905 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 18% หรือ 8,436 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักจากเคซอนได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าตามสัญญา PSA ฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีอัตราค่าขายไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำกว่าสัญญาเดิม และบฟข. มีปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง ประกอบกับการขายเงินลงทุนในบีอาร์ดับบลิวเอฟ อย่างไรก็ตาม บีพียูมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

หากเปรียบเทียบรายได้รวมงวด 3 เดือนในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 กับไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 27% หรือ 1,851 ล้านบาท สาเหตุหลักจากเคซอนและบฟข. มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 4,727 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 13% หรือ 685 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักจากกำไรจากการดำเนินงานลดลงตามที่กล่าวในข้างต้น อย่างไรก็ตาม มีการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในไรเซ็กและบีอาร์ดับบลิวเอฟ ประกอบกับมีการรับรู้การด้อยค่าของสินทรัพย์ลดลง

หากเปรียบเทียบกำไรสุทธิงวด 3 เดือนในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 กับไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46% หรือ 305 ล้านบาท สาเหตุหลักจากมีการรับรู้กำไรสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า ( EGCO) เปิดเผยว่า ปี 2568 นับเป็นปีที่พิสูจน์ถึง Resilience หรือความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่งของ EGCO Group ในการก้าวข้ามความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่ ๆ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากการบริโภคของภาคเอกชนที่อ่อนแรง ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ด้วยรากฐานที่มั่นคงและการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ (Asset Recycling) ทำให้ EGCO Group สามารถรักษาระดับการเติบโตและสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง

จากภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2568 EGCO Group รับรู้รายได้รวม 37,905 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 4,439 ล้านบาท หากรวมกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยคิดเป็น 7,082 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,727 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักของกำไรจากการดำเนินงานมาจากผลประกอบการที่โดดเด่นของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว โดยเฉพาะไซยะบุรี ซึ่งมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากฤดูกาลที่มีปริมาณน้ำมาก และการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การเข้าลงทุน 49% ในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2 แห่ง ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ และผลประกอบการที่โดดเด่นของ APEX ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ซึ่งรับรู้รายได้จากการขายโครงการเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในโรงไฟฟ้า Risec ในสหรัฐอเมริกา และโรงไฟฟ้า Boco Rock Wind Farm ในออสเตรเลีย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ (Asset Recycling)

จากพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคงและผลการดำเนินงานที่เข้มแข็ง ทำให้ EGCO Group มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้กลยุทธ์ “POWER4” โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2569 ให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2568 ในอัตรา 3.25 บาท/หุ้น หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม AGM ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 จะทำให้ทั้งปี 2568 มียอดจ่ายเงินปันผลทั้งหมด 6.50 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนร้อยละ 5.26 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2569

นายธวัชชัย เน้นย้ำว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2569 EGCO Group จะขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นภายใต้กลยุทธ์ “POWER4” และแนวคิดหลัก “ONE EGCO ONE GOAL” มุ่งสร้างเป้าหมายแห่งการเติบโตร่วมกันเพื่อความยั่งยืนมั่นคงขององค์กร พร้อมนำพาองค์กรก้าวสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทั้งจากการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ได้แก่ การลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38%

รวมทั้งคาดว่าโรงไฟฟ้าที่บริษัทถือหุ้นในสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากอุปสงค์ของธุรกิจ Data Center และ AI การขยายการลงทุนของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย การลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (RE Big lot) รอบที่ 2 ตลอดจนการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยต่อยอดการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group ที่ได้เข้าไปลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง

“ผมเชื่อมั่นในพลัง ONE EGCO ที่จะเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส EGCO Group ไม่ได้มองแค่ผลสำเร็จในระยะสั้น แต่เรามุ่งหวังที่จะสร้าง ONE GOAL คือความมั่นคงที่ยั่งยืนและสมดุล เพื่อส่งต่อพลังงานให้สังคมและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับนักลงทุนต่อไป” นายธวัชชัย กล่าว

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 33 ปี กลุ่มเอ็กโกมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ บนพื้นฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืน (Environmental, Social, Governance – ESG) เข้ากับกระบวนการทำงานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจใน 7 ประเทศ ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ แนวทางดังกล่าวได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กร ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และสังคมภายนอก ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน พร้อมเป็นรากฐานในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับสากล

ในปี 2568 กลุ่มเอ็กโกได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากหน่วยงานทั้งระดับประเทศและระดับสากล สะท้อนถึงการเป็นผู้นำด้านธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ผ่านการได้รับรางวัลและการประเมินต่าง ๆ อาทิ

– ผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG ระดับ AA

– ผลประเมินจากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR 2025) ระดับดีเลิศ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร

– รางวัลเกียรติคุณสูงสุดด้านการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Award 2025) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

– รางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ระดับดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

– ผลประเมิน ASEAN CG Scorecard (ACGS 2024) ประเภท ASEAN Asset Class PLCs

– การจัดอันดับเครดิตองค์กรจาก TRIS Rating สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำในประเทศไทย ที่ระดับ AA และอันดับเครดิตตราสารหนี้ ได้แก่ หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันของบริษัท ที่ระดับ AA พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ (Stable) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

– การจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Japan Credit Rating Agency (JCR) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น อยู่ในระดับ A และแนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable) ซึ่งเป็นระดับที่เทียบเท่ากับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

รางวัลและการประเมินเหล่านี้สะท้อนถึงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ความโปร่งใสในการกำกับดูแลกิจการ และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องระดับสากล