KTBST คัด 5 หุ้นน่าลงทุนช่วงตลาดสวิง ชูผันผวนต่ำ ปัจจัยหนุนเฉพาะตัว

HoonSmart.com>> “บล.เคทีบีเอสที” คัดหุ้นน่าลงทุนช่วงตลาดผันผวนจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ ชู 5 หุ้นเด่นของแต่ละกลุ่ม มีความผันผวนต่ำ ปัจัจยหนุนเฉพาะตัว ได้ประโยชน์บาทอ่อน ฟื้นตัวจากเปิดประเทศ ด้านฐานะการเงินแกร่ง หนี้สินต่อทุนต่ำ ชี้เป้า BCH – ASIAN – SMPC – CKP – CENTEL

บริษัทหลักทรัพย์เคทีบีเอสที (KTBST SEC) มองว่าความผันผวนของตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังมีอยู่มากจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะหากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ จะส่งผลให้ Flow ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดย BOT
จะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 10 ส.ค.65 จึงแนะนำเข้า “ซื้อ” จากหุ้นกลุ่มที่น่าลงทุนในช่วงตลาดผันผวน

ประเมินจากหุ้นที่มีความผันผวนตาม SET Index ต่ำ และหรือหุ้นที่ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยเลือกตัวเด่นที่สุดของแต่ละกลุ่มมา 5 ตัวได้แก่

1) BCH (ซื้อ/เป้า 26.00 บาท) (Beta = 0.35) : การเปิดประเทศจากกลุ่มลูกค้าตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ CLMV ที่มี pent-up demand สูงในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา

2) ASIAN (ซื้อ/เป้า 19.50 บาท) (Beta = 0.42) : เงินบาทอ่อนค่า และประเด็น Food shortage

3) SMPC (ซื้อ/เป้า 19.00 บาท) (Beta = 0.56) : เงินบาทอ่อนค่า มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ (D/E) 0.82 เท่า ขณะที่ demand ถังแก๊สยังดีต่อเนื่อง

4) CKP (ซื้อ/เป้า 7.40 บาท) (Beta = 0.80) : มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) 0.85 เท่า และเงินกู้เป็น fixed rate สูงกว่า 80% การลงนาม PPA โครงการหลวงพระบาง และการเข้า peak season จะเป็นอีก key catalyst

5) CENTEL (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท) (Beta = 1.08) : ธุรกิจท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง และได้ประโยชน์จากธุรกิจอาหารจากการเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

บล.เคทีบีเอสที ได้ศึกษา 1) หุ้นกลุ่ม beta ต่ำ : เราได้ศึกษาหุ้นใน SET ตั้งแต่ปี 2020 ที่มี beta น้อย 0.5 และ market cap. มากกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนถึงหุ้นกลุ่ม defensive play ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่ามีหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ได้แก่

– กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ CHG, BCH, SVH, RJH
– กลุ่ม Healthcare-related และ Personal Products ได้แก่ STGT, STA
– กลุ่มอาหาร ได้แก่ TU, TFMAMA, ASIAN
– กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคและโครงสร้ างพื ้นฐาน ได้แก่ SUPERIF, EGATIF, TTW, DIF,
JASIF

2) หุ้นที่น่าสนใจจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า : เราชอบหุ้นที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโตดี จากปัจจัยเฉพาะตัว และมี upside จากค่าเงินบาทอ่อนค่า รวมถึงราคาหุ้นยังมี upside เรียงตามลำดับ ความสัมพันธ์รายได้กับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน (correlation > 0) โดยหุ้นที่แนะนำ คือ

1. ASIAN (ซื้อ/เป้า 19.50 บาท) : มีรายได้จากการส่งออก 80% และราคาหุ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับค่าเงินบาทอ่อนค่าสูง

2. MEGA (ซื้อ/เป้า 67.00 บาท) : มีรายได้จากการส่งออก 80%

3. SMPC (ซื้อ/เป้า 19.00 บาท) : สัดส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นรายได้อยู่ที่ 80%-90% ส่วนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 50%

3) หุ้นที่ฟื้นจากการเปิดประเทศ : เรามองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการประกาศยกเลิก Thailand pass สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังมี sentiment เชิงบวกต่อเนื่องจากการเตรียมประกาศโควิดเป็นโรคประจำถิ่น สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2023E/24E จะยังคงฟื้นตัวโดดเด่นต่อเนื่องเป็น 18 ล้านคน +200% YoY และ 30 ล้านคน +67% YoY ซึ่งจะส่งผลให้แนวโน้มผลการดำเนินงานกลับเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

– Tourism (ERW, CENTEL, MINT, SHR) หุ้นที่จะได้รับประโยชน์เรียงจากมาก-น้อยตามสัดส่วนธุรกิจ

โรงแรมในประเทศ คือ ERW, CENTEL, MINT, SHR โดยกลุ่มท่องเที่ยวเราชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท) เพราะได้ประโยชน์ทั้งจากธุรกิจท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง และได้ประโยชน์จากธุรกิจอาหารจากการเปิ ดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

– Aviation (AOT, AAV, BA) จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการเปิดประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวฟื้นตัว ส่งผลให้การโดยสารผ่านสายการบิน/สนามบิน กลับมาปรับตัวดีขึ้น โดยเราชอบ AOT (ซื้อ/เป้า 76.00 บาท) มากสุด ขณะที่ธุรกิจสายการบินยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง

-อื่นๆ (Ground Transportation, SPA, BAFS, CPN)

– Ground Transportation (BEM, BTS) ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยหนุน traffic และ ridership ฟื้นตัวเร็วมากขึ้นนอกเหนือจากปัจจัยหนุนในประเทศ

– SPA (ซื้อ/เป้า 8.20 บาท) ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัว และมีจำนวนผู้ใช้บริการมากขึ้น ปัจจุบัน SPA สามารถกลับมาเปิดสาขาได้มากขึ้น รวมถึง u-rate กลับมาดีขึ้น

– BAFS (ซื้อ/เป้า 35.00 บาท) ได้ประโยชน์จากจำนวนเที่ยวบินที่กลับมาฟื้นตัวเร็วอย่างต่อเนื่อง โดยเราประเมินปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานรวมของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองปี 2022E/23E จะฟื้นตัวสูง +98% YoY/+65% YoY ตามลำดับ

– CPN (ซื้อ/เป้า 70.00 บาท) ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ ซึ่งส่งผลให้ traffic กลับมาฟื้นตัวได้ดี โดยเฉพาะศูนย์การค้าที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว (Tourist malls) ทำให้แนวโน้มการให้ส่วนลดค่าเช่ามีการปรับตัวลดลงได้อย่างต่อเนื่อง

4) หุ้นที่มี D/E ต่ำซึ่งเป็นหุ้นที่จะได้รับผลกระทบน้อยจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (low exposure to rate hike) โดยหุ้นที่เราชอบคือ BDMS, AOT, CKP, GPSC ซึ่งไม่เพียงมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน <1.0 เท่า ยังเป็นหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่ 1. BDMS (ซื้อ/เป้า 31.00 บาท) : เปิดประเทศรับผู้ป่วยต่างชาติ 2. AOT (ซื้อ/เป้า 76.00 บาท) : เปิดเมือง/เปิดประเทศ เที่ยวบินมากขึ้น 3. CKP (ซื้อ/เป้า 7.40 บาท) : ผลประกอบการเข้าช่วง peak season ใน 2Q-3Q 4. GPSC (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) : แนวโน้มผลประกอบการฟื ้นตัวเด่นจากการปรับขึ้นค่า Ft