บลจ.วรรณชี้ไวรัสกดเป้าหุ้น 1,650 กสิกรฯ แนะอนุพันธ์เพิ่มผลตอบแทน

บลจ.วรรณชี้ไวรัสกดเป้าหุ้น 1,650 กสิกรฯ แนะอนุพันธ์เพิ่มผลตอบแทน

HoonSmart.com>> กูรูย้ำจัดพอร์ตลงทุนกระจายเสี่ยง “บลจ.วรรณ” ประเมินไวรัสโคโรนากดกำไรบจ.ฉุดหุ้นไทยปลายปีไม่ถึง 1,700 จุด มองกรอบ 1,450-1,650 จุด แนะลงทุนหุ้นทั่วโลก-หุ้นจีน บล.ไทยพาณิชย์ ชูหุ้น Growth Stock แกร่ง “ไพรเวทแบงก์กสิกร” มองนักลงทุนเล่นเองยากขึ้น เหตุหุ้น-ตราสารหนี้ผลตอบแทนต่ำ ต้องใช้ Derivative เพิ่มผลตอบแทน

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ (ONEAM) เปิดเผยว่า บลจ.วรรณมองดัชนีหุ้นไทยปี 2563 เคลื่อนไหวกรอบ 1,450-1,650 จุด หลังเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจหลังจากจีนปิดประเทศทำให้สินค้าที่ส่งออกไปเข้าไม่ได้ ซึ่งกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเหลือ 99.5 บาทต่อหุัน จากเดิมมองเป้าหมายดัชนี 1,700 จุด EPS อยู่ที่ 101 บาทต่อหุ้น P/E 16.7 เท่า ในสิ้นปี 2563

“การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนากดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง 2-3% แต่หลังจากมีข่าวคิดค้นวัคซีนไวรัสโคโรนาได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เด้งกลับมาทำนิวไฮใหม่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดตัวขึ้นแรงและจีนจากลงแรงในวันแรกที่เปิดขายหลังหยุดตรุษจีนก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้ แสดงให้เห็นตลาดมีรีแอคชั่นกับข่าวพวกนีไม่นาน ในที่สุดจะดูปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งสหรัฐฯ ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นมาก”นายพจน์ กล่าว

นอกจากนี้จากเมื่อพิจารณาจากข้อมูลในอดีตตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเดือนครึ่งในช่วงเกิดโรคซารส์ ส่วนเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ตลาดหุ้นติดลบ 2 เดือน เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ตลาดหุ้นติดลบ 6 เดือน และเวลาที่หุ้นไทยตกนานๆ คือ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตก 10 เดือนหรือเกิดวิกฤตเศรษกิจหุ้นตกเป็นปี ซึ่งกรณีไวรัสโคโรนาคาดว่าะทำให้หุ้นตกประมาณ 2-3 เดือน อัตราผู้ติดเชื้อเริ่มน้อยลง มองกระทบตลาดระยะสั้น แต่ะระยะยาวกระทบเศรษฐกิจมากกว่า เพราะพึ่งนักท่องเที่ยวจีนในสัดส่วนที่มาก ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจไทย และยังกระทบการส่งออกอาเซียนประมาณ 30% จึงมองโคโรนากระทบเศรษฐกิจโลกมากกว่าตลาดหุ้น

นายพจน์ กล่าวว่า ในสภาวะดอกเบี้ยไทยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น โดยกลยุทธ์ลงทุนยังแนะนำให้กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งการที่ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวขึ้นไปมากเมื่อปีที่ผ่านมาจึงแนะนำลงทุนผ่านกองทุนโกลบอลอิควิตี้ ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนปรับพอร์ตใกล้ชิด

นอกจากนี้แนะนำตลาดหุ้นจีน แม้ปีที่ผ่านมาผลตอบแทน 30% แต่ปัจจุบันราคาหุ้นยังถูกและ P/E อยู่ระดับต่ำในโลก ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจยังเติบโต แม้มีการระบาดของไวรัสฯ แต่มองว่าจีนสามารถอีดฉีดเงินเข้าระบบได้สูงหรือผ่อนคลายกฎเกณฑ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้ โดยประเมินตลาดหุ้นจีนในปีนี้มีโอกาสโตประมาณ 10-20%

ส่วนตลาดหุ้นไทยต้องเน้นหุ้นกลุ่มปันผลมากขึ้นและหุ้นที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ เช่น กลุ่มการแพทย์ โรงพยาบาลและอาหาร

“พอร์ตลงทุนที่แนะนำควรมีทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศประมาณ 60-70% ตราสารนี้ 20% และสินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ รีท, ทองคำประมาณ 10-20%”นายพจน์ กล่าว

นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาวะดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนต้องหาผลตอบแทนจากการลงทุน ขณะเดียวกันสภาวะตลาดแบบนี้จะเห็นการโยกย้ายเงินจากสินทรัพย์หนึ่งไปยังสินทรัพย์หนึ่ง นักลงทุนจึงจำเป็นต้องพอร์ตหลักในการลงทุน ซึ่งกระจายลงทุนหลายสินทรัพย์ รวมทั้งมีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำและเรียลเอสเตทเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

“เราชอบหุ้น Growth Stock มากกว่า Value Stock ในสภาวะการเติบโตต่ำแบนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่หุ้นไทย ยังรวมถึงหุ้นทั่วโลกด้วย”นายกัมพล กล่าว

นายตรีพล ภูมิวสนะ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนทั่วไปการลงทุนดัวยตัวเองต่อไปลำบากขึ้น ต้องใช้มืออาชีพมากขึ้น เนื่องจากทั้งหุ้นและตราสารหนี้ผลตอบแทนต่ำ จคงต้องใช้ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) มากขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทน ซึ่งอาจต้องเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนบริหารพอร์ตให้

“กลยุทธ์การลงทุนต้องเน้นลงทุนในมัลติ แอสเซท ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย กระจายความเสี่ยงในสภาวเศรษฐกิจโลกโตต่ำและดอกเบี้ยต่ำ”นายตรีพล กล่าว

อ่านข่าว

บลจ.วรรณลั่นปี 63 มุ่งเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนลูกค้า ครึ่งปีแรกลุยออก 4 กองทุน