HoonSmart.com>>บลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring AM) ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นไทยจาก Underweight ขึ้นสู่ Neutral มอง Valuation และเงินปันผลยังน่าสนใจ ลุ้น SET ปี 70 แตะ 1,700 จุด หวังดึง IPO ใหญ่เข้าตลาดเพิ่ม Market Cap ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับ แนะจัดพอร์ตกระจายลงทุน ชู “หุ้นออสเตรเลีย” น่าสนใจ เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง เล็งออกกองสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ เติมพอร์ตปีนี้

นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็กซ์สปริง (XSpring AM) กล่าวว่า บลจ.เอ็กซ์สปริง ปรับเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยจากเดิม Underweight เป็น Neutral และมีมุมมองค่อนข้างเป็นบวกมากขึ้น จาก 3 ปัจจัยสนับสนุนจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันถือเป็นระดับที่ไม่ถูกและไม่แพง โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 3-3.5% ต่อปียังน่าสนใจ
ขณะที่รัฐบาลมีเสถียรภาพและทีมเศรษฐกิจมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์นำพาประเทศยกระดับการแข่งขันได้ โดยมองว่านโยบายภาครัฐไม่ควรมุ่งแต่ภาคส่งออก ต้องเน้นการบริโภคในประเทศมากขึ้นด้วย เพื่อสร้างให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในการเป็นฐานที่มั่นใหม่ สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่หาพื้นที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ด้านเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) จากช่วง 3 ปีก่อนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย ก็เริ่มไหลกลับเข้ามาตั้งแต่ต้นปี (YTD) แม้จะยังกลับมาไม่เท่ากับกับไหลออกไป แต่เป็น Momentum ที่ดี
ขณะเดียวกันในช่วงปลายปียังมีแรงหนุนจากเม็ดเงินจากกองทุนประหยัดภาษีไหลเข้ามาตามฤดูกาล ส่วนโครงการ TISA แม้ถูกเลื่อนไปเป็นปี 2570 จากเดิมคาดจะเห็นในปี 2569 แต่มองว่าโครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ดี แต่ยังต้องติดตามสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ อีกนโยบายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) คาดว่าจะถูกนำกลับมาระดมทุนจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม หรือโครงการใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นได้
“แนวโน้มหุ้นไทยในระยะสั้นมอง SET อัพไซด์จำกัด คาดสิ้นปีแถว 1,650 จุด โดยยังไม่รวมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ยังหวังในปี 2570 มีโอกาสเห็น 1,700 จุดได้ หากตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่หรือธุรกิจครอบครัวที่มีคุณภาพเข้ามาจดทะเบียนในตลาดได้สำเร็จ เพื่อสร้างความน่าสนใจและเพิ่มขนาด Market Cap ให้กับตลาดหุ้นไทย จากที่ผ่านมา IPO ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กและไม่ดึงดูดนักลงทุนมากนัก”นายยศกร กล่าว
กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ต้องเลือกลงทุนเป็นรายตัว Selective และรอประเมินผลกระทบจากน้ำท่วม บ้านและรถที่เสียหายของลูกค้าจะส่งผลต่อ NPL แค่ไหน
นายยศกร กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกในไตรมาส 4/69 มองว่ายังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น กดดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและเกิดภาวะเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน
ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงิน ธนาคารกลางทั่วโลกต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อรายได้สุทธิ ของประชาชนและการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI Ecosystem ยังคงมองว่ามีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดจะกังวลเรื่องงบลงทุนมหาศาลของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่มองว่าในระยะยาวจะสามารถสร้างรายได้และเติบโตได้
นายยศกร กล่าวว่า การเปิดกองทุนของ บลจ.ทั่วโลก ในช่วงปี 2568 – 2569 มีการปรับกลยุทธ์ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาภาวะความเบื่อกองทุนธีมแฟชั่น หรือ Thematic Fatigue เช่นธีม กองทุนพลังงานสะอาด กองทุน EV และ AI เป็นต้น โดยหันมาเน้นเปิดกองทุนที่มีความผันผวนต่ำ ความยืดหยุ่นสูง และมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยยังได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนครั้งใหญ่
อย่างไรก็ดีมองว่าในระยะสั้นช่วง 6 – 12 เดือนข้างหน้านี้ เทรนด์การลงทุนจะยังคงเป็นเรื่องการลงทุนในแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากเรากำลังอยู่ในช่วงการลงทุนรอบใหญ่ (CAPEX Cycle) ซึ่งค่าเฉลี่ยโดยปกติอยู่ที่ 10 ปีต่อรอบ ปัจจุบันเริ่มเข้าวงจรได้เพียง 3 ปี ดังนั้นจึงเชื่อว่าสิ่งที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Assets) อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐาน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือเทรนด์ HALO (Heavy Asset, Low Obsolesce : สินทรัพย์หนักแต่ตกรุ่นช้า) จะยังมีบทบาทไปอีกระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ ตลอดปี 2569 ที่ผ่านมา XSpring AM เปิดขายกองทุนไปแล้ว 3 กองทุน คือ X-JPTOPTECH, X-VOLT และ X-SPACE ทั้งหมดเป็นกองทุนที่จับธีมการลงทุนเฉพาะทางหลายกอง เช่น เทคโนโลยีญี่ปุ่น Data Center, Electrification และ Space ซึ่งกองทุนที่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสูงสุดคือ X-JPTOPTECH เนื่องจากเป็นกองทุนที่ออกมาได้ถูกจังหวะมากที่สุด จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากภาวะเงินฝืดระยะยาว และโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีญี่ปุ่นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นกองทุนแรกของไทยที่ให้นักลงทุนไทยเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของญี่ปุ่น จากความสำเร็จนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การกำหนดเทรนด์ให้กับตลาดกองทุนไทยได้เป็นอย่างดี
“ปีที่แล้วเราได้ออกกองทุนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องธีมเทคโนโลยี ทั้งกองทุนทั่วไปอย่าง X-NUCTECH, X-DATACENEQ รวมถึงกองทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนในอนาคตอย่าง X-QUANTUM และแม้กระทั่งกองทุนอย่าง X-PEGINFRA-UI ก็มีบทบาทในส่วนนี้ ส่วนปีนี้เรามีทั้งกองทุน X-JPTOPTECH, X-VOLT และ X-SPACE ซึ่งเราประเมินแล้วก็มองว่าตอนนี้ในส่วน Thematic เองน่าจะยังวิ่งอยู่ในเทรนด์นี้ไปอีก 6 – 12 เดือน” นายยศกร กล่าว
อย่างไรก็ตามหากมองไปในระยะยาวคาดว่าเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูง รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่น่าจะปรับตัวขึ้นและยืนสูงไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นในภาพรวมทั่วโลกยังมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจไปพักใหญ่ มองว่าประเทศที่จะขยายเศรษฐกิจต่อไปได้ คือกลุ่มประเทศที่เชื่อมโยงกับ Real Assets เช่น แคนาดา บราซิล ออสเตรเลีย เป็นต้น
ปัจจุบัน XSpring AM อยู่ระหว่างเสนอขาย IPO กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง หุ้นออสเตรเลีย (X-AUSEQ) มั่นใจออสเตรเลียเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากเทรนด์ลงทุนรอบใหญ่ เหตุเป็นทั้งแหล่งผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ แร่ธาตุสำคัญ และพลังงานในตลาดโลก นอกจากนี้ในไตรมาส 4 นี้ มีแผนออกกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์แบบกระจายตัว เพื่อรับเทรนด์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก คาดว่าจะสูงขึ้นไปจนถึงปีหน้า และกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กกลุ่มคุณค่า เพื่อรับอานิสงส์ความคาดหวังเชิงบวกจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่ 2 นายยศกร
นายยศกร กล่าวว่า ธุรกิจกองทุนรวมภายใต้การบริหารของ XSpring AM มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)ประมาณ 3,400-4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายภายในสิ้นปีนี้เติบโตแตะ 5,000-6,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ปัจจุบันอยู่ที่ 6,800-7,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะทะลุ 10,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้ารายใหญ่อีก 3-4 ราย ส่งผลให้ AUM รวมในปีนี้คาดหวังปิดที่ 16,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 60% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
ด้านนายภัทรนันท์ ธนียวัน ลิ้มอุดมพร ผู้จัดการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุน XSpring AM กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันขายหุ้นออกมาจำนวนมาก มองว่าส่วนหนึ่งมาจากแรงขายทำกำไรตามปกติ และกองทุน LTF เริ่มทยอยขายทำกำไรออกมา ขณะเดียวกันสภาพคล่องในประเทศเริ่มตึงตัว สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 1% แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณความตึงตัว ที่สภาพคล่องอาจไม่ได้ได้เหลือมากอย่างที่คาดไว้ ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง หันไปออกหุ้นกู้หรือระดมเงินทุนในสกุลเงินต่างประเทศ
นอกจากนี้ฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกส่วนหนึ่งมาจากกองทุนที่ต้องปรับน้ำหนักตามดัชนี ซึ่งน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยลดลงต่อเนื่อง สาเหตุเพราะ Market Cap ของไทยโตไม่ทันตลาดโลก แม้บริษัทไทยจะพยายามสร้างการเติบโตด้วยการควบรวมกิจการ (M&A) แต่ก็ไม่ได้สร้าง Market Cap สุทธิใหม่ที่ใหญ่พอจะไปสู้ในเวทีโลกได้ รวมถึงแรงขายหุ้นแบงก์ที่กังวลสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจกระทบต่อ NPL จึงต้องรอประเมินผลกระทบต่อแบงก์ และติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง
อ่านข่าว
บลจ.เอ็กซ์สปริงส่งกองทุน X-AUSEQ ลุย “หุ้นออสเตรเลีย” รายแรกในไทย
