ดาวโจนส์ปิดลบ 95 จุด วิตกบอนด์ยีลด์-น้ำมัน

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 18 ก.ย. 2569  ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบเหงา และเป็นการปิดฉากสัปดาห์ที่ผันผวนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์)และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น  รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 51,682.64 จุด ลดลง 95.40 จุด, -0.18%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,650.50 จุด เพิ่มขึ้น 12.74 จุด, +0.17%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,522.55 จุด เพิ่มขึ้น 104.25 จุด, +0.39%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งพุ่งทะลุระดับ 5% จนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2007 ในช่วงต้นสัปดาห์ ได้กลับมาอยู่เหนือระดับดังกล่าวอีกครั้งหลังจากที่ปรับตัวลดลงเมื่อวันพฤหัสบดี มาอยู่ที่ระดับ 5.006%

การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ช่วยหนุนดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ภาวะอ่อนตัวในภาพรวมของตลาดกลับฉุดให้ดัชนี Dow ปิดตลาดในแดนลบ

ในรอบสัปดาห์นี้ดัชนี Dow ปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันด้วยอัตรา 1.7% ซึ่งถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงเล็กน้อยราว 0.1% ส่วนดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนหลัก เป็นดัชนีเดียวที่ปรับตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 0.7%

ชัค คาร์ลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Horizon Investment Services กล่าวว่า ช่วงท้ายสัปดาห์ นักลงทุนต่างรู้สึกเหนื่อยล้าจากความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ จึงตัดสินใจที่จะชะลอการลงทุนหรือระมัดระวังตัวมากขึ้น และนักลงทุนจำนวนมากกำลังพยายามประเมินผลกระทบ ไม่เพียงแค่ในระยะสั้น แต่รวมถึงผลกระทบในระยะยาวจากสิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐฯกำลังจะดำเนินการ ต่อตลาดหุ้นและการลงทุนในตราสารหนี้

นอกจากนี้ยังมีความลังเลที่จะกำหนดสถานะการลงทุนในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก่อนเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปัจจัยภายนอกอาจก่อให้เกิดรูปแบบการซื้อขายที่ผันผวนรุนแรงในวันจันทร์

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากราคาน้ำมันดิบปิดตลาดที่ระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาได้ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน หลังจากที่จีนได้ร้องขอให้อิหร่านช่วยจำกัดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มกบฏฮูตี ตามคำขอของซาอุดีอาระเบีย

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลไต่ระดับขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งน่าจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในวงกว้าง โดยกระทบต่อต้นทุนทั้งในภาคเกษตรกรรมและการขนส่งสินค้า

คาร์ลสันกล่าวว่า ตลาดดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ตลาดก็น่าจะได้รับแรงกดดันบ้าง

ธนาคารกลางทั่วโลกต่างเริ่มดำเนินวงจรการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนจากสงครามในอิหร่าน
ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป ในความพยายามที่จะควบคุมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษมีท่าทีแตกต่างออกไป โดยยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมแต่ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ขณะนี้ตลาดการเงินประเมินโอกาส55.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 42.5% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และ 7.2% เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้

ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นมากที่สุด ในขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค ปรับตัวลดลงมากที่สุด

Berkshire Hathaway ได้ประกาศว่า วอร์เรน บัฟเฟต์ จะก้าวลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทเพื่อไปรับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ (Chairman Emeritus) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ส่งมอบตำแหน่งซีอีโอให้กับเกร็ก อาเบล ไปแล้วเป็นเวลา 9 เดือน โดยราคาหุ้น Berkshire Hathaway ลดลงเล็กน้อย

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยหุ้นกลุ่มยานยนต์และโทรคมนาคมเป็นตัวฉุดตลาด นอกจากนี้ ดัชนียังปิดลบในภาพรวมรายสัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงและการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักหลายแห่ง

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลงทำการปรับตัวในช่วง 2 วันทำการก่อนหน้านั้นแทบจะหายไปทั้งหมด ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง 0.6% ในรอบสัปดาห์นี้
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.45 จุด ลดลง 7.15 จุด, -1.11%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,659.13 จุด ลดลง 157.01 จุด, -1.45%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,065.02 จุด ลดลง 121.91 จุด, 1.49%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25, 304.06 จุด ลดลง 412.65 จุด, -1.6%

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนลดลง 3.4% โดย Volkswagen เป็นหุ้นที่ฉุดตลาดมากที่สุดด้วยการร่วงลง 5.6% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025

บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการลง โดยระบุถึงปัจจัยด้านรายการพิเศษมูลค่า 1 หมื่นล้านยูโร (1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นใน Porsche ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรู รวมถึงการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายสำหรับการลดจำนวนพนักงานและผลกระทบจากตลาดจีนที่ซบเซา

หุ้น Porsche ปรับตัวลดลง 4.9%

หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมลดลง 3.3% ซึ่งเป็นการร่วงลงรายวันที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 โดยหุ้น Airtel Africa ร่วงลงถึง 11.3% และเป็นหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX หลังจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Airtel Money ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ กำลังพิจารณาปรับลดขนาดการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้นลอนดอนลง

หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มลดลง 1.9% โดยหุ้น Nestle ร่วงลง 2.6% หลังจากรัสเซียเข้ายึดครองสินทรัพย์ในประเทศของยักษ์ใหญ่ด้านอาหารสัญชาติสวิสแห่งนี้

กลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ ทำผลงานได้ดีที่สุดในสัปดาห์นี้ ตามมาด้วยกลุ่มประกันภัย ขณะที่กลุ่มธนาคาร และกลุ่มยานยนต์ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ราคาน้ำมันฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในช่วงแรกของการซื้อขาย ขณะที่ตลาดประเมินสถานการณ์อุปทานจากซาอุดีอาระเบียควบคู่ไปกับความกังวลเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจลุกลามบานปลาย อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงาน ยังคงปรับตัวลดลง 0.7% และลดลง 0.5% ในรอบสัปดาห์

ภาวะการเทขายในตลาดพันธบัตรที่ชะลอตัวลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงตลอดสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ได้ส่งสัญญาณเตือนว่าอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ความเคลื่อนไหวและถ้อยแถลงจากธนาคารกลางต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้กำหนดนโยบายกำลังเริ่มรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตามองความคืบหน้าก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้าระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

สำหรับหุ้นตัวอื่นๆ นั้น หุ้น Orange ลดลง 5.8% หลังจากที่ Morgan Stanley ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในบริษัทโทรคมนาคมสัญชาติฝรั่งเศสแห่งนี้ลงสู่ระดับ “underweight”

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมลดลง 1.61 ดอลลาร์ หรือ 1.58% ปิดที่ 100.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลง 5 เซนต์ หรือ 0.91% ปิดที่ 103.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล