HoonSmart.com>>”ฟิทช์ เรทติ้งส์” มาตามนัด ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable) และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ จากเสถียรภาพของรัฐบาล-วินัยการคลัง-การบริหารภาระหนี้ สร้างความเชื่อมั่นทิศทางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดปีนี้ขยายตัว 2.3% ใกล้เคียงปีก่อนที่ 2.4% ได้แรงหนุนจากการลงทุน AI-Data Center รองนายกฯ”เอกนิติ”ลั่นเร่งยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (18 ก.ย. 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ฟิทช์ฯ, มูดี้ส์อินเวสเตอส์เซอร์วิสและ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง
ฟิทช์ฯ ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยสำคัญของการปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ ขึ้นเป็นระดับ Stable Outlook ดังนี้
1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงการดำเนินการตามแผนการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)
2. เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสามารถรับแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ โดยฟิทชฯคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 2.3% ในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 2.4% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายรับจากการท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับที่ดี และภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีถัดไป
3. สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ที่ 59.3% ในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งปรับดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ระดับ 65% เนื่องจากผลทางการคลังในปีงบประมาณ 2568 ดีกว่าคาดการณ์ และเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว แต่ฟิทช์ฯเห็นว่ารัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลัง และพร้อมเดินหน้าปฏิรูปรายได้ภาครัฐเพื่อสนับสนุนแผนการปรับสมดุลทางการคลังในระยะปานกลาง
4. ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยฟิทชฯคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2570 หลังจากการขาดดุลชั่วคราว 0.5% ของ GDP ในปี 2569 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการก่อสร้าง Data Center ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ (Net External Asset Position) อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศ (External Interest Service) ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers)
5. ผลการประเมินดังกล่าว สะท้อนถึงความสามารถของประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่น่าเชื่อถือ และการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างมีวินัย
ทั้งนี้ฟิทช์ฯจะติดตามแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของแผนการปรับสมดุลทางการคลัง และการบริหารจัดการภาระหนี้ของรัฐบาล เพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะต่อไป
ดร.เอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยจะเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน
