TU วิ่งฉิ่ว 7% บาทอ่อน พีคส่งออก บล.บัวหลวงชี้ปี70 จุดเปลี่ยนกำไร เล็งอัพเป้า

HoonSmart.com>>TUควง ITC  ดีดขึ้นแรง 7% นักวิเคราะห์มองบวก “ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป”  รับทรัพย์จากค่าเงินบาทอ่อน   ช่วงพีคการส่งออก บล.บัวหลวงชูหุ้นเด่น มองปี 70 เริ่มเก็บเกี่ยวดอกผลของการปรับโครงสร้าง กำไรเติบโตมาก ROE วิ่งเข้าเป้า  15%  พร้อมปรับเพิ่มเป้ากำไรปี 73 ขึ้น 30%เป็น 7.9 พันล้านบาท  ให้ราคาเป้าหมาย 15.60 บาท 

วันที่ 17  ก.ย.2569 ตลาดหุ้นไทยสดใสบวกมากกว่า 15 จุด โดยมี TU  ปรับตัวขึ้นมากกว่า ราคาซื้อขายที่ 13.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท หรือ +7.26%  นำหุ้นลูก ITC บวกด้วย 1.10 บาท หรือ +6.67% ซื้อขายที่ 17.60  บาท ณ เวลาประมาณ 11.37 น.

สำหรับ TU ราคาหุ้นปรับตัวลงมานาน เริ่มมีปัจจัยหนุน นอกจากค่าเงินบาทอ่อน เช้านี้เคลื่อนไหวที่ 33.38-33.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว ธุรกิจยังเข้าสู่ช่วงพีคส่งออก โดยบล.พาย มองบวก TU มีข่าวดีหลายปัจจัยหนุนครึ่งปีหลัง  รับผลบวกจากประเทศอังกฤษได้ปรับลดภาษีนำเข้าปลาทูน่าจากไทยลงเหลือ 0% จาก 24% จะหนุนการเพิ่มขึ้นของรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้านบล.บัวหลวงมองTU กำลังเข้าสู่รอบกำไรใหม่หลังช่วงการเปลี่ยนผ่านเริ่มสิ้นสุดลงและการดาเนินงานเริ่มเห็นผลเรามองว่าปี 2570จะเป็นจุดเปลี่ยนของกำไร โดยการเติบโตของสินค้าแบรนด์การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและการบริหารเงินลงทุนอย่างมีวินัยมากขึ้นอาจหนุนให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2573 ขึ้น 30%จาก 6.1  พันล้านบาท เป็น 7.9 พันล้านบาทในกรณีอัพไซด์ และส่งผลให้ ROE เข้าใกล้ 15% ปี 2570 อาจเป็นจุดเปลี่ยนของกำไร  คงราคาเป้าหมายที่ 15.60 บาท

ประเด็นสำคัญจากงาน Investor Day ของ TU ในเดือน ส.ค. 2569 ซึ่งนำโดยคุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และคุณรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินกลุ่มคนใหม่ ซึ่งประเด็นพูดคุยคือ TU กำลังเปลี่ยนจากช่วงที่ต้องรับภาระจากการปรับโครงสร้างไปสู่การฟื้นตัวของกำไร ซึ่งตอกย้ามุมมองของเราว่า TU กลับมาเป็นหุ้นที่น่าจับตาใน SET อีกครั้งจากยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้นอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นและมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ ค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนผ่านกดดันค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและส่งผลให้อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT margin) ลดลงมาอยู่ที่ 4.6%ในปี 2568 จากประมาณ 6%ก่อนปี 2566 ขณะที่ ROA และ ROE ลดลงมาอยู่ที่ 2.9%และ 9.9%ตามลำดับในปี 2568 หลัง TU ดำเนินการเปลี่ยนผ่านเสร็จสิ้นในไตรมาส 1/69 และโครงการปรับโครงสร้างของ ITC มีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกปี 2570

“เรามองว่าปี 2570จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “การปรับโครงสร้าง” ไปสู่ “การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์” ที่สำคัญ การเติบโตของกำไรในระยะถัดไปจะไม่ขึ้นอยู่กับราคาปลาทูน่าหรือปริมาณอาหารทะเลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะพึ่งพาสินค้าแบรนด์มูลค่าสูง การดำเนินงานเชิงพาณิชย์และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนเชิงโครงสร้างมากขึ้น TU มีปัจจัยภายในที่ช่วยสร้างอัพไซด์ได้มากขึ้นผู้บริหารเปิดเผย 3 กลยุทธ์ สำหรับ TU ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ได้แก่

1) การขยายรายได้
2) การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน
3) การบริหารงบลงทุนและวงจรเงินสดอย่างมีวินัยมากขึ้น

บล.บัวหลวงมอง TU มีปัจจัยภายในหลายด้านที่สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มกำไรได้ แม้ไม่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของสภาพแวดล้อมภายนอก โดยหนี้ประมาณ 2หมื่นล้านบาทจะครบกำหนดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569ถึงครึ่งแรกของปี 2570 ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทลดต้นทุนการรีไฟแนนซ์

ขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ และซัพพลายเชน จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไร ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นปัจจัยที่มีศักยภาพในการสร้าง Operating Leverage มากที่สุด โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14-15%ในปี 2568-2569 จาก 12-13%ในช่วงปี 2566-2567คาดว่าการลดอัตราส่วนดังกล่าวลงทุก 0.01% จะช่วยเพิ่มกาไรได้ประมาณ11% ฃ

ด้านรายได้สัดส่วนสินค้าแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น (คิดเป็น 58%ของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า OEM ประมาณ 0.05% จะช่วยหนุนการเติบโตของยอดขายอาหารทะเลแปรรูปให้เข้าใกล้เป้าหมายของผู้บริหารที่ 4% เทียบกับการเติบโตในอดีตที่ 1–2% YoY เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยภายในดังกล่าวเป็นแนวทางที่น่าเชื่อถือในการหนุนกำไรให้แข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป