HoonSmart.com>>สมาคมประกันชีวิตไทย เผยระยะยาวเบี้ยคุ้มครองชีวิตมีแนวโน้มลดลงเหตุอายุยืนขึ้น แต่เบี้ยบำนาญ-สุขภาพจ่อเพิ่ม ชี้มาตรการ Co-payment ผลตอบรับดี ประชาชนตระหนักรู้ ระวังการนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นมากขึ้น
นายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวถึงแนวโน้มราคาเบี้ยประกันชีวิตในระยะยาวหลังจากที่มีเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนในกระบวนการทำงานว่า เบี้ยประกันชีวิตมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากอัตราการรอดชีวิตด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย และการที่คนมีอายุยาวนานขึ้น

“โดยพื้นฐาน ถ้าเป็นเบี้ยคุ้มครองชีวิตต้องลง เพราะว่าคนเราอายุยืนขึ้น อันนี้เราพูดถึงในแง่ตัวเบี้ยที่เป็นทั้ง Protection ทั้ง Term หรือว่าตลอดชีพ Whole Life”นายสาระ กล่าว
นายสาระ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี การที่คนอายุยืนขึ้นจะไปกระทบเบี้ยประกันบำนาญ เพราะเมื่อคนอายุยืนขึ้น บริษัทประกันก็ต้องจ่ายบำนาญยาวขึ้น ทำให้บริษัทประกันต้องนำตัวเลขมาคำนวณใหม่ทั้งหมดในหลายมิติ
รวมถึง กระทบในส่วนของเบี้ยประกันสุขภาพ จากการที่พบว่สอายุยังน้อยแต่เป็นมะเร็งเสียชีวิตมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
ในส่วนของมาตรการ Co-payment ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สร้างความกังวลแก่ผู้ถือกรมธรรม์ว่าจะส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันและการเคลมหรือไม่นั้น
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน (IPD) สำหรับโรคเล็กน้อยมากกว่าการเพิ่มภาระ

“เดิมตอนก่อนจะทำ Co-payment เราดูจากสถิติ มีคนประมาณ 4% กว่า ของคนที่ทำประกันสุขภาพทั้งหมดที่เคลมเข้าข่าย Co-payment แต่วงเงินเคลมสูงประมาณ 25% ของ Claim ทั้งหมด ประกาศใช้มา 1 ปี ตรบไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมปีนี่ เรากำลังเก็บตัวเลขกันอยู่ในช่วง 3 เดือน ถามหลาย ๆ บริษัทคิดว่าไม่เกิน 1% น้อยมาก คือประชาชนเริ่มระวัง”นางนุสรา กล่าว
นางนุสรา กล่าวว่า มาตรการ Co-payment ยังมีส่วนช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ในปี 2568 ที่ผ่านมา จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะพุ่งสูงถึง 15% ให้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 10.8% แม้ยังสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปแต่ก็นับว่าต่ำกว่าการคาดการณ์ของสถาบันวิจัยระดับโลก
ทั้งนี้ อัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ (Persistency Rate) ในส่วนของเบี้ยปีต่ออายุทั้งระบบ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ 84% โดยคิดเป็นสัดส่วน 72% ของเบี้ยรับรวมทั้งหมด
เมื่อพิจารณาถึงอัตราการเข้าถึงการประกันภัย (Penetration Rate) ของประเทศไทย พบว่าในไตรมาสที่ 1 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.68% ของ GDP จากที่เคยสูงถึงเกือบ 3.9% ในช่วงที่เน้นขายผลิตภัณฑ์ประเภทสะสมทรัพย์ (Saving Products)
การลดลงนี้เป็นการปรับฐานโครงสร้างสินค้าประกันชีวิตตามสภาวะดอกเบี้ยต่ำและการประกาศใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน IFRS 17 ทำให้บริษัทประกันชีวิตต้องคิดว่า ถ้าสินค้าใดขายไปแล้วขาดทุน จะต้องลงบัญชีขาดทุนทั้งก้อนตลอดสัญญา ณ วันนี้เลย
ในขณะที่สินค้าประกันชีวิตที่ขายแล้วมีกำไร จะทยอยรับรู้กำไรไปตลอดสัญญา
แน่นอน บริษัทประกันก็จะระมัดระวังว่า ถ้าขายสินค้าที่เป็นสะสมทรัพย์ แล้วก็การันตีดอกเบี้ยสูง ๆ ไปยาว ๆ จะไปลงทุนให้ผลตอบแทนได้จริงตามที่การันตีหรือเปล่า
ส่งผลให้ภาคธุรกิจ ปรับเปลี่ยนทิศทางจากการเน้นขายประกันออมทรัพย์ที่การันตีผลตอบแทนสูง ไปสู่ประกันชีวิตแบบมีปันผล (Participating Policy), ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประเมินความเหมาะสม (Suitability Test), และประกันแบบเน้นความคุ้มครอง (Protection)
ขณะที่ อัตราส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรไทยในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 38–39% ซึ่งสะท้อนว่ายังมีประชากรอีกกว่า 60% ที่ยังไม่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต
สำหรับประเด็นด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อลดต้นทุนและยกระดับการให้บริการ สมาคมฯ มองว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการเอกสาร เช่น การจัดทำ E-policy ให้เข้าสู่ระบบ Custodian ทั้งหมดภายในสิ้นปี อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลแบบ 100% ยังมีข้อจำกัดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุในต่างจังหวัดที่ยังต้องการปฏิสัมพันธ์กับตัวแทน และมีความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากมิจฉาชีพ (Scammers) โดยผู้แถลงสรุปภาพรวมการนำ AI มาใช้ในองค์กรไว้ว่า
“กระบวนการทำงานเรา Process ต่าง ๆ มีการคลีน AI ช่วยทำงานที่เคยใช้เวลานาน ให้ใช้เวลาน้อยลง แต่ก็อย่าลืม Human in the loop คนยังต้องอยู่ดูแลควบคุมการทำงานของเอไอ”นางนุสรา กล่าว
