HoonSmart.com>>กระทรวงพาณิชย์ หนุนแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ไทย ชูโมเดลค่าธรรมเนียมต่ำ หวังดึงดูดผู้ประกอบการและสร้างทางรอดให้ SMEs พร้อมอัดโปรโมชันลดใหญ่ 60% ร่วมกับThailandPostMart – Nex Gen Commerce ในแคมเปญ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” 4 ส.ค. นี้ พร้อมดัน B2B-B2C ข้ามพรมแดน ชู ‘TOPTHAI’ ปูทางเจาะตลาดโลก ยอดโตแกร่ง 10% ต่อปี
นายปรัชญา ไพโรจน์กุลมณี ผู้อำนวยการกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงพาณิชย์ บรรยายในหัวข้อ แพลตฟอร์มกลางการค้าออนไลน์โอกาสสำหรับ SMEsไทย ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอดยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” ร่วมกับแพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce โดยมอบคูปองส่วนลด 60% สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าผ่าน 2 แพลตฟอร์มดังกล่าวในวันที่ 4 ส.ค.2569 นี้
โดยกำหนดเพดานส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาทต่อคำสั่งซื้อ และจำกัดวงเงินส่วนลดรวมไม่เกิน 25,000 บาทต่อหนึ่งร้านค้า เพื่อป้องกันการกว้านซื้อและสนับสนุนให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจาก SMEs ได้มากที่สุด
ปัจจุบันแพล็ตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ไทยมีทั้งหมด 8 ราย แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักแพลตฟอร์มเหล่านี้
ขณะที่ มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยทั้งระบบ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2567 สูงถึง 14 ล้านล้านบาท เป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดให้มีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ เพราะแค่มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% ก็คิดเป็นมูลค่ามหาศาลถึงหนึ่งแสนล้านบาทแล้ว
จากการสำรวจช่องทางการขายออนไลน์ พบว่าช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการขายผ่านเว็บไซต์ของตนเอง ตามมาด้วย Marketplace และโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram และ TikTok
ที่ผ่านมา กรมการค้าภายใน ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการออนไลน์ผ่านหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “OMG” สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และโครงการ “The Influencer Journey” ที่มุ่งสร้างตัวตนให้แก่ผู้บริหาร (CEO Branding) พร้อมยกตัวอย่าง กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ ผู้ประกอบการขายข้าวสารที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึงหนึ่งพันล้านบาทต่อปีผ่านระบบ “Affiliate Marketing” หรือการตลาดแบบพันธมิตร ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นนำสินค้าไปแนะนำต่อผ่านการ “ปักตะกร้า” ใน TikTok หรือการแปะลิงก์ใน YouTube แล้วรับค่าคอมมิชชันโดยไม่ต้องมีสต็อกสินค้าเอง อีกทั้งยังใช้ระบบ MCN (Multi-Channel Network) ซึ่งทำหน้าที่เป็นค่ายดูแลเหล่านักขายออนไลน์ให้สามารถต่อรองผลประโยชน์กับเจ้าของสินค้าได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในโลกออนไลน์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จัดให้มีการจดทะเบียนเครื่องหมาย “DBD Registered” เพื่อรับรองการมีตัวตนของร้านค้าออนไลน์ รวมถึงมีแผนร่วมกับ Shopee ในโครงการ “Global Seller” ที่จะนำร้านค้าไทยที่มียอดขายดีไปเปิดตลาดในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ โดยจะช่วยสนับสนุนด้านการแปลภาษาและการทำโปรโมชั่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคมนี้
“แนะนำว่า ผู้ประกอบการไทย ไม่ควรยึดติดกับแพลตฟอร์ม Marketplace เพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการพัฒนาเว็บไซต์ของตนเองเพื่อเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้าสำหรับทำ CRM (Customer Relationship Management) มอบส่วนลดพิเศษ และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่า เพราะ Marketplace รายใหญ่มักไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า ทำให้ผู้ขายไม่สามารถทำทำการตลาดระยะยาวได้ ร้านค้าจำนวนมากจึงใช้เทคนิคการขายสินค้าผ่าน Marketplace ในราคาถูก”นายปรัชญา กล่าว
นายปรัชญา กล่าวว่า นอกเหนือจากการค้าบนโลกออนไลน์แล้ว ผู้ประกอบการควรปรับตัวสู่รูปแบบ Omni-channel หรือการผสมผสานระหว่างหน้าร้านจริงและช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มราคาสูง เช่น เครื่องประดับ หรือสินค้าที่ต้องการการสัมผัส ซึ่งผู้บริโภคยังคงต้องการเห็นสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ
นายวุฒิศักดิ์ กาญจนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ มีแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซหลัก คือ thaitrade.com ที่เปิดให้บริการมากว่า 10 ปี เพื่อช่วยผู้ส่งออกไทยขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ด้วยการให้คำปรึกษาด้านการค้าออนไลน์ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) บริการถ่ายภาพสินค้า และการเขียนเนื้อหา (Content) โดยแพลตฟอร์มนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทูตพาณิชย์ทั่วโลก ใช้ในการค้นหาผู้ประกอบการไทยเพื่อแนะนำให้แก่ผู้นำเข้าที่ต้องการสินค้าประเภทต่างๆ เช่น อาหาร เครื่องประดับ
นับตั้งแต่เปิดใช้งาน มีผู้ซื้อจากต่างประเทศลงทะเบียนในระบบกว่า 220,000 ราย และมีสมาชิกผู้ขายประมาณ 27,000 ราย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีสมาชิกที่ยังคงดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องประมาณ 8,000 ถึง 10,000 ราย เว็บไซต์มียอดผู้เข้าชมรวมกว่า 18 ล้านครั้ง และมีรายการสินค้าเกือบ 200,000 รายการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอาหารอบแห้งและเครื่องประดับที่มีอายุการเก็บรักษานาน
ข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซต์สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี
จุดเด่น คือ สมาชิก thaitrade.com จะได้รับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีเครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลกในการประชาสัมพันธ์สินค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย และไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการสร้างหน้าร้านตั้งแต่เริ่มต้น จนกว่ากระบวนการขายจะเกิดขึ้นจริง
สำหรับรูปแบบการค้า จะเป็นแบบ B2B ไม่ได้ขายปลีก แต่ในปีนี้กำลังขยายไปสู่รูปแบบ B2C คือขายปลีกให้ผู้ซื้อรายย่อยโดยตรง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของการขนส่ง ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องเป็นนิติบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อต่างประเทศที่มักสั่งซื้อสินค้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์
ปัจจุบันกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีศูนย์บริการที่สนามบินน้ำและรัชดาภิเษกเพื่อจัด Workshop ให้คำปรึกษาด้านการถ่ายภาพ และการใช้เอไอในการเขียนคำโฆษณา การสร้างวิดีโอสั้นจากภาพนิ่งเพื่อใช้โปรโมทสินค้า
ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เริ่มทำการจับคู่คู่ค้าผ่านออนไลน์ หรือ Online Business Matching (OBM) ระบบ Zoom ในการเจรจาธุรกิจ โดยมีการให้คำแนะนำ ผู้ประกอบการ ด้านการเตรียมความพร้อมที่ดี ทั้งระบบอินเทอร์เน็ต สถานที่ การแต่งกาย และการนำเสนอข้อมูลสินค้าที่กระชับแต่ครบถ้วนภายในเวลาที่จำกัด โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ในการให้รายละเอียดสินค้า มาตรฐานการรับรอง
ล่าสุด ได้ทำโครงการ Cross-border E-commerce ภายใต้ชื่อ TOPTHAI โดยการนำสินค้าไทยคุณภาพดีไปวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มพันธมิตรระดับโลก เช่น Amazon ในสหรัฐอเมริกา, Shopee ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Tmall ในจีน และ Rakuten ในญี่ปุ่น โครงการนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้นผ่านร้านค้าของรัฐบาลไทย โดยมีทีมงานให้คำแนะนำในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มของแต่ละประเทศ
“ในส่วนการค้าแบบ B2C ผ่านร้าน TOPTHAI พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเกินกว่า 10% ต่อปี”นายวุฒิศักดิ์ กล่าว
