เปิด 5 เรื่องด่วนดึงเงินทุนดิจิทัล ก่อนถูกหุ่นยนต์-เอไอ แย่งงานคนไทยในอีก 5 ปี

HoonSmart.com >>”จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา”ผู้นำรุ่นใหม่แห่งโลกการเงินในอนาคต แนะไทย อัพเกรด 5 โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-พลังงาน-ตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติห้ามรัฐยุ่ง-เก็บภาษีหุ่นยนต์ รับมือคลื่น AI แย่งงานมนุษย์ใน 5 ปี ชี้บทเรียนโซเชียลมีเดียไม่ได้สักบาท แนะจุดยืน”พื้นที่กลาง”ไม่เลือกข้าง ‘สหรัฐฯ-จีน’พิงอาเซียนสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้กล่าวบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เศรษฐกิจทั่วโลกจะหมุนไปทางไหน? ถอดมุมมองของผู้นำระดับโลกจากเวที World Economic Forum” และให้สัมภาษณ์หลังการบรรยาย ตอนหนึ่งว่า ไทยมี 5 วาระเร่งด่วนที่จำเป็นต้องทำทันที เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตและป้องกันการถูกดิสรัปต์จากทุนเทคโนโลยีระดับโลก

1. ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน เพื่อไม่ให้ติดหล่มและไร้อนาคต หากยึดโมเดล ของ Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia ที่ชี้ว่า ประเทศที่จะก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้ ต้องมีความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน 5 ด้าน ที่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับประเทศที่ต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศในภาคดิจิทัล (Digital FDI) ได้แก่ ชิปประมวลผล ,ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ,พลังงาน ,ระบบคลาวด์ และ โมเดลแอปพลิเคชัน AI

ควบคู่กับการเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ให้มีทักษะดิจิทัลและ Green Trade เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต ที่เดิมแหล่งเงินจะมาจากอุตสาหกรรมเก่า แต่ปัจจุบันและอนาคตจะมาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์

ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ที่ 3.7–3.8% อย่างไรก็ดี ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนกลับสามารถทำตัวเลขการเติบโตในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาได้สูงถึง 5% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างเห็นได้ชัด การที่ตัวเลขเฉลี่ยลงมาอยู่ที่ 3.3% สะท้อนว่ามีกลุ่มประเทศที่ยังคงพึ่งพา “เศรษฐกิจเก่า” ที่กำลังเผชิญภาวะหยุดเติบโต รวมถึงไทย

เศรษฐกิจไทย อยู่ในสภาพ K-Shape อย่างชัดเจน คนไม่มีทักษะด้าน AI ไม่สามารถหารายได้เพิ่มต่างจากกลุ่มอุตสาหกรรมหรือผู้ที่พัฒนาเทคโนโลยี AI กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและสร้างรายได้อย่างมหาศาล

ไทยจะต้อง Go Deep สร้างพันธมิตรเชิงลึกกับคู่ค้าที่เหมาะสม

Go Wide กระจายช่องทางการค้าและการลงทุน ไม่พึ่งพาฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

Look Inward ปกป้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ที่ทำให้เศรษฐกิจใหม่ ๆ เติบโตได้ในประเทศไทย

ไทยต้อง เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตเปรียบเสมือนการสร้าง “ท่าเรือแห่งอนาคต” เพื่อรองรับคลื่นลูกใหม่ เช่นในกลุ่มประเทศในยุโรปมีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 10% ของ GDP แต่ไทยอาจต้องใช้งบถึง 20% ของ GDP หากต้องการปลดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาด GDP ในอนาคต

​ปัจจุบันมูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลกอาจจะมีสัดส่วนเพียง 15.5% ของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ผู้นำโลกเชื่อว่าสัดส่วนนี้จะกระโดดขึ้นไปครองส่วนแบ่งสูงถึง 70% ในปี 2036 หมายความว่าธุรกรรมการค้าส่วนใหญ่จะย้ายไปอยู่บนโลกดิจิทัลทั้งหมด

​ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือ กระแสความนิยมของ ChatGPT ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งออก “Digital Service Trade” ที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีพนักงานในประเทศผู้บริโภค แต่สามารถดึงเม็ดเงินชำระค่าบริการ ออกจากกระเป๋าผู้ใช้ทั่วโลกได้ทุก ๆ เดือน ส่งผลให้ประเทศผู้บริโภคเผชิญกับการเสียดุลการค้ารูปแบบใหม่โดยไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับธุรกิจ E-commerce ข้ามพรมแดนที่ส่งตรงสินค้าจากโรงงานในจีนถึงมือผู้บริโภคทั่วโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาสาขาในประเทศอีกต่อไป

ทั่วโลกจึงเริ่มขยับตัวและอัดงบประมาณสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลกันแล้ว

ไทยต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจดิจิทัล “พลังงาน” จะกลายเป็นขีดจำกัดสูงสุดเนื่องจาก AI -หุ่นยนต์ บริโภคพลังงานมหาศาล ความสามารถในการผลิตพลังงานจึงเท่ากับความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยต้องสร้างพลังงานให้พอ

ปัจจุบันไทยกำลังติดหล่มอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือยางพารา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดเติบโต

นักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดทุน ต้องเข้าใจว่า อุตสาหกรรมกายภาพแบบดั้งเดิม ที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อาจไม่ใช่แหล่งสร้างการเติบโตให้พอร์ตลงทุนได้อีกต่อไป แต่บริษัทที่สามารถครอบครองโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล หุ่นยนต์ และ AI เท่านั้น ที่จะเติบโต

2. จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) เพื่อเปลี่ยนผ่านไทยจากประเทศพึ่งพาแรงงานไปสู่ประเทศที่พึ่งพาทุน แต่ต้องให้“ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพระดับสากล” เข้ามาบริหาร ห้ามรัฐบาลบริหาร และห้ามรัฐบาลส่งคนเข้ามาบริหาร เพราะ “ทักษะในการหาเงิน” กับ “ทักษะในการรักษาและต่อเงินให้เติบโต”เป็นศาสตร์คนละแขนงกับการบริหารประเทศ และใช้ Skill Set ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

จะเห็นว่า เพียงแค่รัฐบาล บริหารเงินลงทุนของสำนักงานประกันสังคมในปัจจุบัน ก็ยังถือว่าไม่โอเคและไม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

เนื่องจากในอีก 5 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์และ AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานคน ทำงาน 24 ชั่วโมงไม่ต้องหลับนอน สมการ GDP ของประเทศจะเปลี่ยนไปเป็น “จำนวนหุ่นยนต์ที่ทำงานแทนคน คูณด้วย ประสิทธิภาพการทำรายได้ของหุ่นยนต์ จากปัจจุบันที่ คูณด้วยรายได้ต่อคน”

หากไทยไม่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) เพื่อสร้างรายได้จากทุน (Capital Income) ให้ประเทศ คนไทยจะตกที่นั่งลำบากเพราะไม่มีงานทำและขาดรายได้

ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถศึกษาความสำเร็จได้จากโมเดลของประเทศที่ร่ำรวยอย่าง นอร์เวย์ ที่นำเงินไปลงทุนทั่วโลกจนสร้างรายได้ “เงินต่อเงิน” มหาศาลมากกว่ารายได้จากการทำงานของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตไปเป็นผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ (Temasek), อินโดนีเซีย (Nusantara) หรือ อาบูดาบี (ADIA)

ในประเด็นคำถามว่า“หากหุ่นยนต์แย่งงานมนุษย์ไปทำแทนตลอด 24 ชั่วโมง แล้วคนจะเอาเงินจากไหนมาจับจ่ายเพื่อขับเคลื่อน GDP?”

​นายจิรายุส กล่าวว่า ในโลกความเป็นจริง รายได้ของคนมาจาก 2 แหล่ง คือรายได้จากการเอาแรงกายและเวลาไปแลกเงิน ( Labor Income ) และ รายได้จากการให้เงินทำงานแทนอย่างมีประสิทธิภาพ (Capital Income)

​คนรวยระดับท็อปของโลกหรือแม้แต่ในไทย ไม่ได้พึ่งพา Labor Income เป็นหลักในการดำรงชีวิต แม้แต่ตัวเขาเองในฐานะ Group CEO รายได้จากเงินเดือนที่ได้รับก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย โดยรายได้หลักที่แท้จริงมาจาก Capital Income การทำงานคือความสุขของชีวิต

​“ผมแค่พอร์ตการลงทุนขยับเพียงแค่ 1% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้จากการทำงานหนักตลอดทั้งปีเสียด้วยซ้ำ” นายจิรายุส กล่าว

นายจิรายุส กล่าวว่า คนรวยทั่วโลกสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกวัน โดยที่ยังรวยขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมี “เงิน” ทำหน้าที่ทำงานแทนตลอดเวลา และสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าที่มนุษย์จะหาได้ด้วยแรงตนเอง เงินเหล่านี้จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจ

สำหรับ ไทยถือว่ายังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยากจน เพราะคนยังต้องพึ่งพา Labor Income เป็นหลัก ประชากรต้องทำงานอย่างหนักเพื่อแลกเงิน ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง นอร์เวย์ ที่คนทั้งประเทศน้อยกว่าคนในกรุงเทพมหานครด้วยซ้ำ หากคำนวณ GDP ตามสูตรดั้งเดิมคือ “จำนวนประชากร คูณ ประสิทธิภาพต่อหัว” GDP ของนอร์เวย์ควรจะเล็กกว่าไทยมาก

​ทว่าในโลกความเป็นจริง GDP ของนอร์เวย์ มีขนาดใหญ่กว่า GDP ไทยหลายเท่า โดยรายได้หลักของนอร์เวย์ที่ไหลเข้าประเทศอย่างมหาศาลมาจาก กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เมื่อกองทุนมีขนาดใหญ่มากพอ การขยับตัวสร้างกำไรเพียงเล็กน้อยก็มีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่แรงงานทั้งประเทศจะทำได้ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถดูแลประชากรให้ผันตัวไปเป็น “ผู้บริโภค” ได้อย่างเต็มที่

​เทรนด์การสร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเพื่อรองรับอนาคตไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็มาทางนี้ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ (Temasek) หรือกลุ่มตะวันออกกลางอย่าง อาบูดาบี (ADIA) ที่มีมูลค่ากองทุนสูงถึง 5-6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีอานุภาพมากพอที่จะช้อนซื้อประเทศไทยได้ถึง 5-6 ครั้ง โดยที่พวกเขาไม่ต้องลงแรงทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันเหมือนที่คนไทยกำลังทำอยู่

แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ก็ได้เริ่มจัดตั้งกองทุน Nusantara ที่มีเป้าหมายมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วเช่นกัน

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีระบบ Sovereign Wealth Fund ที่แท้จริงเลยแม้แต่ล้านดอลลาร์เดียว

​3.จัดเก็บภาษีหุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากงานต่างๆ ใช้หุ่นยนต์ ไม่มีการจ้างคน กำไรทั้งหมดจะตกเป็นของเจ้าสัวหรือกลุ่มทุนเทคโนโลยีระดับโลกทันที โดยที่รัฐบาลจะไม่สามารถเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เลย เม็ดเงินในประเทศจะไหลออกสู่ต่างชาติทั้งหมด

รัฐบาลจึงต้องเร่งออกภาษีหุ่นยนต์ เพื่อนำเงินดังกล่าวส่งเข้ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และนำมาจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่คนไทย เพื่อรักษาพลังในการใช้จ่ายและขับเคลื่อน GDP

หากเจาะลึกถึง กระบวนการออกกฎหมายใหม่ของไทยแต่ละฉบับต้องใช้เวลานาน แต่หุ่นยนต์กำลังจะมาทำงานแทนมนุษย์ คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าเร็วกว่าวันที่สรรพากรไทยจะออกกฎหมายภาษีหุ่นยนต์แน่นอน รัฐบาลจึงต้องเริ่มลงมือตั้งแต่วันนี้ โดยถอดบทเรียนความสูญเสียในอดีตที่ไทยเคยเสียให้แก่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างประเทศหมด เก็บภาษีไม่ได้ เพราะตามไม่ทัน

4. การสร้าง “ความเชื่อใจ” (Trust) ถือเป็นรากฐานของทุกสิ่งในโลก เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศในภาคดิจิทัล (Digital FDI) ที่ต้องมีธรรมาภิบาล ที่ดี มีนโยบายที่สม่ำเสมอและคาดเดาได้

รวมถึงมีหลักนิติธรรม (Rules of Law) ที่แข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อยกระดับภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนรัฐบาลในทุก ๆ 2 ปี ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ

5. ปรับยุทธศาสตร์ต่างประเทศเป็น “พื้นที่เป็นกลาง”ไม่เลือกข้างระหว่าง “เสือหรือสิงโต” (สหรัฐฯ หรือจีน) และห้ามเลือกข้างซ้ายหรือขวาโดยเด็ดขาด เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจที่จะเข้ามาลงทุน

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนต่างไม่ลงทุนในสินทรัพย์ของกันและกัน

ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของไทยคือการขับเคลื่อนผ่านแนวคิดภูมิภาคนิยม (Regionalization) ด้วยการรวมตัวกับกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ให้เป็นปึกแผ่น ผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อมุ่งสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก

​ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนมีประชากรกว่า 600 ล้านคน และมีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจสะท้อนผลกระทบเกินกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลกในฝั่งเอเชีย ที่นับวันจะมีเสียงที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในเวทีโลก ไทยต้องไม่พูดเองเออเองคนเดียว แต่ต้องเอาหลังพิงอาเซียน และใช้พลังของอาเซียนเป็นกระบอกเสียงและอำนาจต่อรองเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

นอกจากนี้ ในมิติการพัฒนาประเทศ ไทยควรยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปีที่ล้าสมัยเนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และหันมาใช้วิธีทบทวนแผนทุก ๆ 5 ปีแบบที่ประเทศจีนทำ ผ่านการระดมสมองกำหนด KPI ร่วมกันของประเทศ โดยไทยจำเป็นต้องมี Conductor ที่คอยกำกับให้นักดนตรีทุกคน ทั้งภาครัฐและเอกชน เล่นเครื่องดนตรีเป็นบทเพลงเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเล่นอย่างที่เป็นอยู่

พร้อมกับให้มุมมองว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จากความขัดแย้งของมหาอำนาจ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกจะไหลไปสู่สินทรัพย์ที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเจ้าของ คือทองคำและ บิทคอยน์  หลังจาก 5 ปีผ่านไป (หลังปี 2030) ทองคำอาจกลายเป็นเทคโนโลยีเก่าเนื่องจากการก้าวกระโดดของ AI

ขณะที่ Bitcoin จะได้รับการยอมรับจากธนาคารกลางต่าง ๆ และก้าวเข้าสู่กระแสหลัก สะท้อนได้จากปัจจุบันที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง DBS ในสิงคโปร์ ได้เริ่มให้บริการฝากและซื้อขาย Bitcoin ให้แก่ลูกค้าแล้ว โดยเฉพาะ สวิตเซอร์แลนด์ รับฝากบิตคอย์น เหมือนรับฝากเงินมานานแล้ว