HoonSmart.com>>กูเกิล-ปตท.-กัลฟ์-กระทรวงพลังงาน ร่วมขับเคลื่อนไทยรับคลื่นลงทุน AI – Data Center โชว์แผน PDP 2026 ดันพลังงานสะอาด- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ผลิตไฟป้อนศูนย์ข้อมูลระยะยาว
จาก เวที เสวนาในหัวข้อ ‘Efficient Energy & Low-Carbon Infrastructure’ งาน “The Bangkok Business Summit 2026”
Mr.Karan Bajwa, ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Google กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดสำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางกระแสการลงทุนมหาศาลระดับเมกะโปรเจกต์ ด้วยนโยบายขับเคลื่อนการใช้งานคลาวด์เป็นหลัก (Go Cloud First)
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาและสร้างศูนย์ข้อมูลเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าในช่วง 2 ปีหลังสุด อัตราการเติบโตของการขยายศูนย์ข้อมูลกลับพุ่งสูงขึ้นในระดับทวีคูณ
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลื่นการลงทุนยุคแรกนำโดยสิงคโปร์ ตามมาด้วยมาเลเซีย ขณะที่ในปัจจุบัน การลงทุนกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการขยายโครงสร้างพื้นฐานรอบนี้ โดยความรวดเร็วในการขยายนิเวศ AI นั้นสูงกว่าในอดีตอย่างเทียบไม่ติด ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Google ที่วางแผนจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า คิดเป็นปริมาณมากกว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมารวมกัน
ปัจจัยสำคัญและองค์ประกอบหลักที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติสำหรับการลงทุน ประกอบไปด้วย
ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ดินต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคราว 10% ขึ้นไป รวมถึงการมีพื้นที่พร้อมใช้งานและกรอบนโยบายที่เปิดทางให้เข้าถือครองได้อย่างสะดวก ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรสูง ซึ่งรวมถึงการลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Google ในไทย
มีความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าและอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม โดยรัฐบาลไทยได้เร่งส่งเสริมการจัดหาพลังงานทุกรูปแบบทั้งพลังงานสะอาดและพลังงานดั้งเดิม ควบคู่ไปกับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff Regime) ที่ดึงดูดใจและแข่งขันได้ดี
สถานที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันโดดเด่นและรักษาสถานะเป็นกลางได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางสองขั้วมหาอำนาจด้าน AI อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ช่วยเปิดโอกาสให้ไทยสามารถรองรับและเปิดรับเม็ดเงินลงทุนได้อย่างเต็มที่จากทั้งสองระบบนิเวศ
ประเทศไทยมีโครงข่ายสายส่งและระบบเชื่อมต่อข้อมูลพื้นฐานที่แข็งแกร่งภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมโยงไปถึงออสเตรเลีย แม้ยังคงมีโจทย์ที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมในการเชื่อมต่อตรงสู่สหรัฐฯ และเอเชียตะวันออกก็ตาม
รัฐมีนโยบายการส่งเสริมการลงทุน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการประกาศลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และ Google Cloud Data Center เป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับผลตอบรับเชิงบวกอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การสร้างศูนย์ข้อมูลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทาง AI ทั้งหมด แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการสร้างระบบนิเวศที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้ เนื่องจากในอนาคต AI จะกลายเป็นสาธารณูปโภคที่ทุกคนและทุกองค์กรต้องใช้งานไม่ต่างจากไฟฟ้า การสร้างศูนย์ข้อมูลจึงเป็นรากฐานไปสู่การสร้างเศรษฐกิจการบริโภคบริการ AI และการยกระดับทักษะบุคลากรในประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องความเร็วในการนำสินค้าหรือบริการออกสู่ตลาด (Time-to-Market) ยังเป็นตัวแปรตัดสิน โดยประเทศไทยต้องเร่งกระบวนการตัดสินใจและจัดทำกรอบนโยบายที่เอื้อต่อการเร่งรัดก่อสร้าง
Mr.Karal ย้ำว่า บริษัทฯได้ให้คำมั่นสัญญาไว้อย่างชัดเจนถึงพันธกิจด้านพลังงาน ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดคลื่นการขยายตัวรอบนี้ โดยตั้งเป้าหมายบรรลุ Net Zero ภายในปี 2030 ซึ่งคำมั่นดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีการลังเลแต่อย่างใด
ทว่า สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงไม่ได้มีเพียงแค่คำมั่นสัญญาของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ความพร้อมในการจัดหาพลังงาน” (Availability) ให้ทันกับขนาดการเติบโตอันมหาศาล ซึ่งเฉพาะในส่วนของ Google เอง คาดว่าในปีนี้จะใช้เงินลงทุนราว 1.0–2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 210 billion ในโครงสร้างพื้นฐาน AI) และการสร้าง Data Center ไม่สามารถขยายได้เร็วกว่าปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานในระดับสเกลที่ใหญ่พอ ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ การเจรจาและผลักดันร่วมกับภาครัฐในทุกๆ ประเทศที่เข้าไปลงทุนเพื่อจัดหาพลังงานสะอาด (Green Power) จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพลังงานสะอาดยังคงเป็นข้อตกลงและจุดเจรจาที่สำคัญที่สุดในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่า ในช่วงที่ความต้องการพลังงานกำลังพุ่งสูงขึ้น ปตท. ยืนยันถึงบทบาทอันโดดเด่นและคล่องตัวในฐานะฟันเฟืองหลักทางเศรษฐกิจ โดยการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับองค์กร แต่เป็นแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
ปตท. ดำเนินงานภายใต้บทบาท 2 ด้าน ประการแรกคือการเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และประการที่สองคือการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีหน้าที่สร้างการเติบโตและดูแลผู้ถือหุ้น ซึ่งทั้งสองบทบาทนำไปสู่ทางออกและข้อสรุปเดียวกัน ผ่านแนวทางที่อาจดูไม่หวือหวา แต่มีความสำคัญ เป็นจริงเป็นจัง และลงมือทำได้จริง
ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นพลังงานหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้าและกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งถูกมองว่าเป็น “พลังงานเปลี่ยนผ่านเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (Destination Fuel)
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยราว 60% มาจากอ่าวไทย จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานนี้ ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุด
บริษัทเน้นย้ำถึงการเดินหน้าตอบโจทย์นี้ เนื่องจากเป็นโซลูชันที่สร้างความมั่นคง มีราคาที่เข้าถึงได้ และมีความยั่งยืน โดยเตรียมรับมือด้วยการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอน หรือเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปได้ตามความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการจัดสรรงบลงทุนและทรัพยากรส่วนหนึ่งไว้สำหรับเทคโนโลยี CCS โดยเฉพาะ
แม้อัตราส่วนของพลังงานหมุนเวียน ในสัดส่วนการผลิตพลังงาน (Energy Mix) จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อทุกคน แต่ยังจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบการจัดหาพลังงานที่เสถียร จับต้องได้ และมีต้นทุนค่อนข้างต่ำ
นอกจากประเด็นพลังงานแล้ว การเติบโตของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าผู้คนเกือบ 100% จะใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอีกในอีก 6 เดือนข้างหน้า หากประเทศไม่ดึงดูดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ามา ประเทศไทยจะต้องเสียดุลบริการดิจิทัลให้กับต่างชาติเป็นมูลค่ามหาศาล และเผชิญการขาดดุลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เข้ามาจึงช่วยประหยัดงบประมาณและรักษาการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ของบริการดิจิทัลให้อยู่ภายในประเทศ
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการป้องกันไม่ให้รายได้รั่วไหลออกนอกประเทศแล้ว ยังมีข้อสนับสนุนสำคัญคือ อุตสาหกรรมล้ำสมัยที่ต้องการความหน่วงต่ำมาก (Low Latency) จำเป็นต้องมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตั้งอยู่ในประเทศเท่านั้น หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานนี้ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตดังกล่าวจะไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้เลย
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ด้านนโยบายพลังงานระดับชาติในการรักษาสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงทางพลังงาน” “ราคาที่สมเหตุสมผล” และ “ความยั่งยืน” ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเผชิญหน้ากับความท้าทายในเส้นทางการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง
ภายใต้เป้าหมายการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 ประเทศไทยจำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงราว 80% โดยปัจจุบันภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนอยู่ราว 100 ล้านตัน และต้องลดลงให้เหลือเพียงประมาณ 19 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงนี้ส่งผลให้ต้องมีการบรรจุพลังงานสะอาดทุกรูปแบบเข้าไปในสัดส่วนการผลิตพลังงาน (Energy Mix) ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP)
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัดเรื่องความไม่สม่ำเสมอในการผลิต การสร้างความมั่นคงและความเสถียรของระบบจึงจำเป็นต้องยกระดับโครงข่ายสายส่ง (Grid Network) ให้มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและป้องกันปัญหาไฟดับ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุโรป นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) กำลังการผลิตรวมราว 50 กิโลวัตต์ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับในหลายพื้นที่ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เตรียมงบลงทุนประมาณ 300 ถึง 500 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนดังกล่าวและรักษาความเสถียรของระบบไว้
ในด้านราคาที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้ มีการบริหารจัดการส่วนผสมของพลังงานร่วมกับการอัปเกรด ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบสายส่งให้มีความทันสมัยและเป็นดิจิทัล
โดยตั้งเป้าควบคุมค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย (kWh) ผ่านการผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน ชีวมวล และก๊าซธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังตั้งความหวังไว้สูงกับแปลงสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอันดามัน รอบที่ 21 ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้สิทธิ์ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมการจัดหาเชื้อเพลิงสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้า
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. และ กฟผ. ร่วมกันพัฒนาขึ้น ทั้งคลังจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สถานีแปรสภาพก๊าซ ระบบท่อส่งก๊าซ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ จะเป็นหลักประกันสำคัญในการจัดหาเชื้อเพลิง สร้างความเสถียรให้ระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และลูกค้ารายอื่นๆ
ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีพลังงาน และ AI ถือเป็นหัวใจสำคัญของอนาคต ซึ่งทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ต่างผนึกกำลังเพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของ Data Center ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
ทั้งนี้ หนึ่งในทางออกสำคัญที่จะตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของ Data Center คือ เทคโนโลยี SMR แม้อาจเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหลายพื้นที่ แต่ SMR ถือเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งการเป็นพลังงานสะอาดที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง มีความมั่นคง และมีความเสถียรสูง
ตามแผนงาน โครงการ SMR ยูนิตแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ จะเกิดขึ้นภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยระยะนี้จะเน้นการสร้างการยอมรับจากประชาชน การจัดทำกฎระเบียบ และการพัฒนาบุคลากร และหลังจากช่วง 10 ปีแรกเป็นต้นไป คาดว่าการขยายตัวจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนมีกำลังการผลิตรวมแตะระดับ 9 กิกะวัตต์ (9,000 เมกะวัตต์) ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชน และทิศทางของ AI รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงในไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็มีความพร้อมที่จะขยายกำลังการผลิต SMR ให้มากกว่าเป้าหมายดังกล่าวได้ในอนาคต
ดร.ประเสริฐ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองเพียงพอ โดยมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ราว 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับความต้องการใช้งานในทันทีจากกลุ่ม Data Center เช่น กรณีของ Data Center ที่ใช้พลังงานราว 25 เมกะวัตต์ จึงมั่นใจได้ว่าไทยมีพลังงานเพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะสั้น
สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ฉบับใหม่ คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนในสัปดาห์หน้า เพื่อวางโรดแมปในการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบันมีคำขอจากโครงการ Data Center รวมแล้วราว 50 ราย ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการคัดกรองเพื่อเฟ้นหาโครงการที่เกิดขึ้นจริงและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมรับมือความท้าทายของ Data Center ผ่าน 2 ปัจจัยหลัก
ความเสถียรของระบบไฟฟ้า โดยหน่วยงานพลังงานไทย ทั้ง กฟผ. (EGAT), กฟภ. (PEA) และ กฟน. (MEA) สามารถจ่ายไฟฟ้าด้วยระดับความเสถียรและความน่าเชื่อถือสูงสุด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดการลงทุน Data Center
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงเทคโนโลยี SMR เพื่อช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้กับ Data Center พร้อมการจัดทำอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) เพื่อเปิดทางให้มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ให้ความยืดหยุ่นแก่ผู้ประกอบการในการจัดหาพลังงานสะอาดตามต้องการ
นายสมิทธิ์ พยมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) มีมุมมองต่ออุปสงค์ การสนับสนุน และทิศทางอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) สอดคล้องกับมุมมองของ Mr.Karan จาก Google อย่างยิ่ง
ในฝั่งของอุปสงค์ (Demand) ตลาดมีการติดต่อสอบถามเข้ามาในอุตสาหกรรม Data Center อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันบริษัทฯเปิดดำเนินการศูนย์ข้อมูลอยู่นับ 25 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกเกือบ 100 เมกะวัตต์ ซึ่งความต้องการใช้งานมาจากทั้งลูกค้ารายใหญ่ในประเทศและผู้ให้บริการระบบคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) ที่เข้ามาลงทุนและพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “ความรับรู้ของสาธารณชน”ต่ออุตสาหกรรม Data Center ซึ่งล่าสุดมีกระแสข่าวและกระแสต้านจากสังคมเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่า Data Center เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานระดับรากฐานของอุตสาหกรรมดิจิทัล แม้จะต้องใช้พลังงานและชิปประมวลผลจำนวนมาก แต่การจะขยับไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (High Value-Added) ได้นั้น จำเป็นต้องมีรากฐานและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้รองรับก่อน ซึ่งทาง GULF ไม่ได้มองเพียงแค่การสร้างรากฐานเท่านั้น แต่กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ Google เพื่อนำกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยต่อไป หลังจากที่โครงสร้างพื้นฐานได้รับการปูไว้อย่างเหมาะสมแล้ว
บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนแผน PDP 2026 โดยแผนดังกล่าวคาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 120,000 เมกะวัตต์ และมากกว่า 65% ของกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากพลังงานหมุนเวียน
ประเด็นที่ถูกมองว่า Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่จ้างงานเพียง 30–50 คนเท่านั้น โดยยกตัวอย่างในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยต้องเผชิญการขาดดุลดุลบริการ (Service Account) สูงถึงประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (หรือราว 1 แสนล้านบาท) ซึ่งนอกจากค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันแล้ว ราว 1 ใน 3 หรือประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เป็นการขาดดุลจากบริการทางดิจิทัล
การดึงการลงทุนสร้าง Data Center เข้ามาในประเทศ จึงเปรียบเสมือนการสร้าง “โรงกลั่นน้ำมัน” ที่แม้ประเทศจะผลิตน้ำมันดิบได้น้อย แต่การมีโรงกลั่นในประเทศช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และรักษาการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในห่วงโซ่อุปทานให้อยู่ภายในประเทศ ในยุคที่ผู้คนหันมาใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทุกวัน
