HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยวเป็น “มากกว่าตลาด” AOT-AWC เด่น ภาพรวม แนะ 4 แนวคิดคัดหุ้นตามกลยุทธ์ “Bottom-Up” สลับเล่น “หุ้นล่าง” สู้ตลาดผันผวน
บล.บัวหลวง (BLS) ปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยวเป็น “มากกว่าตลาด” จาก “เท่ากับตลาด”โดยหลักๆ เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของนักท่องเที่ยว และปรับประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ขึ้นเป็น 31.9 ล้านคน (จากเดิม 30.4 ล้านคน) เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่ำกว่าคาด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวระยะใกล้แข็งแกร่งกว่าประเมิน
ส่งผลให้มองแนวโน้มการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังของปีดีขึ้น จากการกลับมาของเที่ยวบิน การจัดงาน MICE และอีเวนต์สำคัญ ขณะที่ปี 2570 คาดนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 34 ล้านคน (+6.6% YoY)
โดยยังเลือก AOT เป็น Top Pick จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นหลังปรับ PSC ขณะที่ AWC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโรงแรมจากแนวโน้มผลประกอบการที่ฟื้นตัวและเริ่มเข้าสู่ช่วงสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ผ่านมา
AOT ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยมองว่าการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2569 เปลี่ยนประเด็นการลงทุนจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการเติบโตของกระแสเงินสด รองรับการลงทุนขยายสนามบินในระยะยาวได้มากขึ้น โดยคาดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะเพิ่มจาก 2.69 หมื่นล้านบาท ในปี FY69 เป็น 5.33 หมื่นล้านบาท ในปี FY73 พร้อมรักษา Free Cash Flow เป็นบวกแม้มีแผนลงทุนขยายสนามบินหลักหลายแห่ง
ด้าน AWC มองว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทน หลังการขยายโรงแรมเริ่มชะลอลง ขณะที่ปัจจัยหนุนในช่วง 2H26 มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการประชุม IMF และ World Bank ในเดือน ต.ค. และงาน Tomorrowland Pattaya ในเดือน ธ.ค. ซึ่งคาดจะหนุน RevPAR ของโรงแรมใน 4Q26 เติบโต 15% YoY พร้อมช่วยให้ผลประกอบการมีความต่อเนื่องมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มตลาดวันนี้ มองว่าในช่วงนี้หุ้นไทยกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่เคยรุมเร้าจะเริ่มคลี่คลายลงจนไม่เหลือประเด็นใหม่ให้น่ากังวล แต่ดัชนีกลับยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบอย่างน่าอึดอัด ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักกลับพร้อมใจกัน “หยุดทำงาน” และไม่ช่วยหนุนตลาดเหมือนช่วงที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองในสัปดาห์นี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าในการประชุมหาแนวทางสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมไปถึงถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อวานนี้ ซึ่งไม่ได้มีเซอร์ไพรส์หรือส่งสัญญาณใหม่ใด ๆ โดยตลาดต่างยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั้งสองจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ตามแผนเดิม
ท่ามกลางภาวะตลาดที่น่าอึดอัดเช่นนี้ ประเมินว่า นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ทว่าพฤติกรรมการซื้อรอบนี้จะแตกต่างไปจากช่วงต้นปี (ม.ค.-ก.พ.) อย่างสิ้นเชิง
ในรอบก่อนหน้า เม็ดเงินต่างชาติได้วิ่งเข้าหาและไล่ราคาหุ้นบิ๊กแคปอย่าง DELTA, GULF รวมถึงกลุ่มธนาคารและกลุ่ม ICT จนราคาทะยานขึ้นสูง ทิ้งให้หุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Plays) นอนนิ่งกลายเป็น “หุ้นผัก” อยู่ด้านล่าง
คาดว่าแรงซื้อสุทธิของต่างชาติจะกลับเข้ามา เพียงแต่รอบนี้พวกเขาอาจจะไม่ไล่ซื้อ ‘หุ้นบน’ (หุ้นราคาสูง) แต่จะหันมาโฟกัสที่ ‘หุ้นล่าง’ (หุ้นที่ราคายังสะท้อนมูลค่าต่ำ) แทน”
แนะนำเก็บหุ้นตาม 4 แนวคิดเดิมที่มองไปข้างหน้าแล้ว
1.งบที่จะประกาศรอบนี้และมองไปถึงครึ่งหลังปีนี้มีแนวโน้มจะกลับมาดีขึ้น
2.หุ้น Valuation น่าดึงดูด หุ้นที่ราคาไม่ไปไหร ไม่ได้ใส่ความคาดหวังเอาไว้สูง พิจารณาจาก Valuation, รูปแบบราคาที่อยู่ล่าง พร้อมสัญญาณซื้อทางเทคนิค
3.ดักทาง Sectors rotation
4. ธีมการลงทุนที่คอยสนับสนุนโมเมนตัมราคาหุ้นในแต่ละช่วงเวลา
ยังคงเน้นเล่นหุ้นตามชุดหุ้นในพอร์ต SET100 Smart tactical ต่อไป ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่อาจจะมีความผันผวนสูงขึ้นตามหุ้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำสะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และเพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
