HoonSmart.com >>ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ค.2569 อยู่ในภาวะ “ทรงตัว” เงินบาทอ่อนค่าเซ่นพิษดอกเบี้ยเฟด-ตะวันออกกลางป่วน ดันทุนต่างชาติขนเงินปันผลกลับประเทศเฉียด 4 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ ด้านแนวโน้มครึ่งหลังของปีพ.ศ. 2569 ชะลอตัว ลุ้นส่งออกไอที-ไฮซีซั่นท่องเที่ยวฟื้นชีพพยุงเศรษฐกิจโต พร้อมต่อเวลาอุ้มอสังหาฯ ผ่อนคลาย LTV ไปอีก 1 ปี
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย เดือนพ.ค.2569 “ทรงตัว” จากเดือนก่อน ค่าเงินบาทและดัชนีค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-off sentiment) ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นและมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีพ.ศ. 2569
ในด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพฤษภาคมรายงานยอดขาดดุลที่ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการขาดดุล 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากการขาดดุลการค้าที่ลดลงเหลือ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงถูกกดดันจากการไหลออกของเงินกำไรและเงินปันผลส่งกลับประเทศของทุนต่างชาติ ซึ่งพุ่งสูงถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามฤดูกาล ทั้งนี้ ธปท. คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีหลังสิ้นสุดฤดูกาลปันผลและเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยได้แรงขับเคลื่อนหลักจากหมวดยานพาหนะตามยอดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตเด่นเนื่องจากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำมันแพง ขณะที่ยอดการใช้จ่ายในประเทศหมวดอื่นๆ ค่อนข้างทรงตัว ส่วนการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.2% จากเดือนก่อนหน้า นำโดยการลงทุนซื้อรถยนต์นั่งและนำเข้าเรือของภาคขนส่ง
มูลค่าการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลงหลังจากเร่งตัวไปในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่ส่งไปสหรัฐฯ และอาเซียน รวมถึงกลุ่มเครื่องประดับไปอินเดียที่เผชิญมาตรการจำกัดการนำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเล็กน้อยที่ 0.3% ด้านการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์คลื่นความร้อน (Heatwave) แต่ ธปท. ระบุว่าตลาดยุโรปยังไม่ใช่ตลาดหลักเท่าสหรัฐฯ จึงต้องติดตามคำสั่งซื้ออย่างใกล้ชิด
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% YoY ลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.9% YoY จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนอาหารสำเร็จรูป ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว แต่เริ่มเห็นสัญญาณผู้มีงานทำลดลงในภาคโรงแรมและขนส่งจากผลกระทบของสงคราม ขณะที่โรงงานเปิดใหม่มีแนวโน้มนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้แทนแรงงานมากขึ้น ซึ่ง ธปท. มองว่าเป็นกระบวนการปรับตัวเชิงโครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเลิกจ้างจำนวนมาก (Mass Layoff)
สำหรับแนวโน้มในเดือนมิถุนายน ดัชนีชี้นำภาคการท่องเที่ยวในช่วง 20 วันแรกส่งสัญญาณชะลอตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติติดลบ 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost) ยังคงจำกัดเที่ยวบินระยะสั้นจากต้นทุนน้ำมันดิบสะสมและค่าครองชีพที่สูงในหลายประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายนยังคงมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ ธปท. เผยว่าตัวเลขโดยรวมยังคงดีกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เคยประเมินไว้
อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (BSI) ในเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้นทั้งในภาคการผลิตและนอกภาคการผลิต โดยได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย และแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ประกอบการยานยนต์ เคมีภัณฑ์ รวมถึงร้านค้าปลีกและร้านขายของชำขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จากการคาดการณ์ว่าจะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศ
ธปท. ยอมรับว่าภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่ทั่วถึง (Uneven Recovery) โดยแสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ในภาคการค้า โรงแรม และการขนส่ง ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันต่ำและเผชิญความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น ทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
นอกจากนี้ ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวและเผชิญยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่สูง จากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว
ธปท. จึงได้ประกาศขยายระยะเวลามาตรการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ LTV (Loan-to-Value) ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2570 พร้อมทั้งรับลูกมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองของรัฐบาล เพื่อประคับประคองและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งเน้นนโยบายที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้ของครัวเรือนในระยะยาว
สำหรับ ครึ่งปีหลังของปีพ.ศ. 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง ตามแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนจากค่าครองชีพของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากทั้งความต้องการเดินทางที่ลดลงและการปรับลดเที่ยวบินหลังต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี แนวโน้มการส่งออกและการลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐที่จะทยอยมีผลในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม มองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดและการท่องเที่ยวมีสัญญาณบวก หลังจากที่เผชิญการขาดดุลในเดือนพฤษภาคมจากการส่งกลับเงินปันผลตามฤดูกาล คาดว่าในครึ่งปีหลังดุลบัญชีเดินสะพัดจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากพ้นฤดูกาลส่งกลับเงินปันผลไปแล้ว ประกอบกับปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงตามความต้องการที่เพียงพอ และราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มปรับลดลงหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย
การท่องเที่ยวเตรียมเข้าสู่ High Season แม้ว่าในเดือนมิถุนายนภาคการท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงชั่วคราวจากข้อจำกัดเรื่องปริมาณเที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost) แต่ในระยะข้างหน้าคาดว่าปริมาณเที่ยวบินจะทยอยเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องบินจะค่อย ๆ ปรับลดลง และจะได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4
ด้านภาคการส่งออกฟื้นตัวตามวัฏจักรเทคโนโลยี ดัชนีชี้นำการส่งออกสินค้า (PMI) ในหลายประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลดีต่อแนวโน้มการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะข้างหน้าตามวัฏจักรสินค้าอุตสาหกรรมโลก (Industrial Cycle)
การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีอาจยังคงถูกกดดันจากความต้องการของคู่ค้าที่ชะลอตัว ต้นทุนราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร จากปัจจัยบวกเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลาย แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 โดยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจยังคงเป็นเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง
ธปท. ระบุว่ามี 4 ประเด็นหลักที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลต่อประมาณการเศรษฐกิจในระยะถัดไป
1. ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกดดันต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและ SMEs ในภาคการค้า โรงแรม และขนส่งที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
2. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ นโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงทิศทางการค้าโลก
3. ประสิทธิผลของมาตรการภาครัฐ ผลสัมฤทธิ์ของเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
4. พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวนที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ในภาคเกษตรกรรม
