CGSI แนะ “คงน้ำหนัก” กลุ่มแบงก์ มอง Virtual bank กระทบผู้ให้กู้รายย่อย

HoonSmart.com >>บล.CGSI มองกลุ่ม Virtual bank อาจกระทบผู้ให้บริการสินเชื่อรายเล็ก เช่น ผู้ให้บริการเงินกู้รายย่อย  , ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบ โรงรับจำนำ และผู้ให้บริการสินเชื่อ Lock Phone  แนะ “คงน้ำหนัก” การลงทุน กลุ่มแบงก์  ชู  SCB , KBANK เด่น 

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชื่อว่า ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาหรือ “Virtual Bank” จะช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับบริการที่ดีเพียงพอ (Underserved) จากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินในปัจจุบัน รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐาน แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Underbanked) จึงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

นอกจากนี้ ธปท. เชื่อว่า Virtual Bank จะทำให้ระบบสถาบันการเงินของไทย มีการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยในช่วงกลางปี 68 ธปท. ได้ประกาศรายชื่อ Virtual Bank ที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติ และคาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 69

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่า Virtual Bank น่าจะให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันที่มีวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท โดยใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Tools) ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เช่น ประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภค ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบรายเดือน และใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการในร้านสะดวกซื้อ

มองว่า Virtual Bank น่าจะให้ความสนใจกับสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ ที่ตัวเครื่องจะถูกล็อกหากลูกค้าไม่ชำระหนี้ โดยสินเชื่อรูปแบบนี้ มักมีระยะเวลาผ่อนชำระ 12–18 เดือน และมีอัตราดอกเบี้ย 16–32% ต่อปี จึงให้ผลตอบแทนสูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้า ดังนั้น ผู้เล่นที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก Virtual Bank ได้แก่ ผู้ให้บริการเงินกู้รายย่อย ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบ โรงรับจำนำ และผู้ให้บริการสินเชื่อ Lock Phone ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ธปท. จะกำกับดูแลธุรกิจ Virtual Bank อย่างใกล้ชิดในช่วงห้าปีแรก และกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 5 พันล้านบาท จึงประมาณการว่า Virtual Bank จะมีผลขาดทุนสะสมประมาณ 627 ล้านบาท ในช่วงห้าปีแรก จากการใช้เกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่ระมัดระวัง และการบริหารความเสี่ยงแบบ Conservative รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เนื่องจาก ต้องลงทุนในระบบธนาคารใหม่ โมเดลการประเมินความเสี่ยง (Credit Scoring) ระบบติดตามหนี้ และบุคลากร ขณะที่มองว่าผลกระทบทางการเงินต่อกลุ่มธนาคารน่าจะมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจาก Virtual Bank มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่ม Underserved และ Underbanked เป็นหลัก

แม้ว่ากลุ่มธนาคารไทยจะมีการประเมินมูลค่าค่อนข้างแพงที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือน ระดับ 0.78 เท่า แต่ก็มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเช่นกันที่ 6.3–6.5% ต่อปี ในช่วงปี 69–71 จึงแนะนำ “คงน้ำหนัก” การลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคาร โดยเลือก SCB และ KBANK เป็น Top Pick เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth สูงถึง 18–19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 68 รวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7.4–7.6% ในปี 69 โดยเชื่อว่าธนาคารที่มีความแข็งแกร่งด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) จะมีความสามารถในการทำกำไรได้สูงกว่าในระยะยาว 5 ปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารยังมีความเสี่ยงด้านลบ (Downside Risk) หากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวก (Upside Risk) จะมาจากการลดต้นทุนผ่านการลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ที่แข็งแกร่ง และการส่งออกที่เติบโตสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์