ดาวโจนส์ -107 จุด หุ้น AI ร่วง ตัวเลขค้าปลีกต่ำกว่าคาด

HoonSmart.com >> ดาวโจนส์ปิดลบ – 107 จุด หุ้นชิปร่วง ยอดค้าปลีกต่ำกว่าคาด ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค. ลดลงมาที่ 51.0 จาก 55.2 ในเดือน ก.ค. ต่ำกว่า 54.7 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ คาดการณ์ 1 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.3% จาก 4.2% 

 

 

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ปิดลบ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้รับแรงกดดันจากหุ้น Applied Materials ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุน เกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไปในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่นักลงทุนประเมินข้อมูลยอดค้าปลีกที่ต่ำกว่าคาด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,732.41 จุด ลดลง -107.58 จุด, -0.20%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,785.76 จุด ลดลง 13.23 จุด, -0.17%

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,729.16 จุด ลดลง 73.86 จุด, -0.28%

ข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยล่าสุดสะท้อนถึงการบริโภคที่ซบเซา ตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมลดลงผิดคาด อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนสิงหาคมยังลดลง ซึ่งเป็นการพลิกกลับจากทิศทางที่เคยปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมลดลง 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 5.01% นอกจากนี้หากไม่รวมยอดขายจากสถานีบริการน้ำมันและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ยอดค้าปลีกลดลง 0.2%

นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นในการซื้อขายช่วงบ่าย หลังจากผลสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันมองเศรษฐกิจในแง่ลบมากขึ้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

มหาวิทยาลัยมิชิแกน เผยผลสำรวจ ความเชื่อมั่นเบื้องต้นของผู้บริโภคเดือนส.ค. ลดลงมาที่ 51.0 จาก 55.2 ในเดือน ก.ค.  และต่ำกว่า 54.7 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ผู้บริโภคคาดการณ์ว่า ในช่วง 1 ปีข้างหน้า เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 4.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4.2%

ตัวเลขคาดการณ์ในเดือนก.ค. ช่วง 5 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนก่อน

นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน ยังปรับตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเพิ่มเติม ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่ต่ำในช่วงฤดูร้อน

หุ้น Applied Materials ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมชิปร่วงลง 5.1% หลังจากที่การคาดการณ์ผลประกอบการรายไตรมาสในเชิงบวกของบริษัทไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนได้ หุ้นบริษัทนี้พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2026 อันเนื่องมาจากความต้องการที่แข็งแกร่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับรองรับเทคโนโลยี AI

โทมัส มาร์ติน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนอาวุโสของ GLOBALT Investments ในเมืองแอตแลนตา กล่าวว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในตลาดขณะนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับแง่มุมต่าง ๆ ของเทคโนโลยี AI และ Applied Materials ก็เป็นตัวอย่างของบริษัทที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด และมีการปรับเพิ่มคาดการณ์ผลการดำเนินงาน แต่เนื่องจากตลาดตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก หุ้นจึงถูกเทขายออกมา

หุ้นของผู้ผลิตชิปต่างปรับตัวลดลง โดย Broadcom ร่วงลง 5.9% และ Intel ลดลง 2%

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ผลประกอบการโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 52% ในไตรมาสที่สอง โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากการเติบโตของ Amazon, Microsoft (MSFT.O) และบริษัทชั้นนำด้าน AI รายอื่น ๆ

ความสนใจของตลาด หันไปจับตาผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีก ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์หน้า ซึ่งรวมถึง Target และ Walmart ก่อนที่จะถึงคิวรายงานผลประกอบการของ Nvidia ที่เป็นที่จับตามองอย่างมากในสัปดาห์ถัดไป คือวันที่ 26 สิงหาคม

สำหรับหุ้นรายตัวอื่น ๆ หุ้น Workday บริษัทซอฟต์แวร์ลดลง 3.8% หลังจากที่พุ่งขึ้นถึง 18% เมื่อวันพฤหัสบดี สืบเนื่องจากรายงานข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ระบุว่า Silver Lake ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนแบบไพรเวทอิควิตี้ (private equity) กำลังเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการของบริษัท

หุ้นของผู้ผลิตโดรนบางรายปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อช่วงดึกของวันพฤหัสบดีว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับโดรนและชิ้นส่วนประกอบ โดยหุ้นของ Red Cat ปรับตัวขึ้น 8.8% และหุ้นของ Unusual Machines พุ่งขึ้น 25%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.4% ดัชนี Nasdaq ก็ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น สัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน โดยปิดตลาดด้วยระดับที่สูงขึ้น 0.1% ขณะที่ดัชนี Dow ปิดตลาดลดลง 0.6%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ  และช่วงขาขึ้นที่ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์จบลง จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ได้บดบังปัจจัยหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงแข็งแกร่ง

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 659.24 จุด ลดลง 0.24จุด , -0.04%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,772.67 จุด ลดลง 60.48 จุด, -0.56%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,650.56 จุด ลดลง 24.38 จุด, -0.28%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,299.74 จุด ลดลง 31.33 จุด, -0.12%

ในสัปดาห์นี้ ดัชนี STOXX 600 ลดลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ห่างจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไม่ถึง 1% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นราว 3% ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่ออกมาดีกว่าคาด

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าผลประกอบการโดยรวมของดัชนี STOXX 600 จะเติบโตขึ้น 23.4% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของกำไรในกลุ่มธุรกิจพลังงานและวัสดุ

ไมเคิล ฮิวสัน นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ iForex กล่าวว่า บริษัทต่างๆ ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของรูปแบบธุรกิจและปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ยังคงมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นยุโรปมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย ยังถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับภูมิภาคนี้ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกต่างหันมาให้ความสนใจตลาดหุ้นยุโรป เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยลดการถือครองหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลง

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งในภาพรวม โดยเศรษฐกิจของภูมิภาคขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยสำนักข่าวรอยเตอร์

ลอเรนท์ คลาเวล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนแบบผสมสินทรัพย์ระดับโลกของ AXA Investment Managers (ภายใต้ BNP Paribas Asset Management) กล่าวว่า บริษัทตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นยุโรปภายในพอร์ตการลงทุนแบบผสมสินทรัพย์ (multi-asset portfolios) โดยได้ขายทำกำไรหลังจากหุ้นกลุ่มการเงินของยุโรปปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น และหันมาขยายการลงทุนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในยุโรปแทน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะยืนเหนือระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อผลประกอบการของบริษัทต่างๆ และภาพรวมเศรษฐกิจ

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ลดลงนำกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยร่วงลง 1.5% ซึ่งรวมถึงหุ้นของ Zealand Pharma ที่ลดลงกว่า 5.8% ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกัน ปรับขึ้น 1.2% โดยหุ้นของ Rheinmetall เพิ่มขึ้นกว่า 3.2%

หุ้นของบริษัทซอฟต์แวร์ในยุโรปต่างปรับตัวสูงขึ้น โดย SAP เพิ่มขึ้น 2.7%, Nemetschek พุ่งขึ้น 8.4% และ Temenos บวก 1.8%

หุ้น Aviva บริษัทประกันภัยสัญชาติอังกฤษเพิ่มขึ้น 1.8% หลังจากรายงานผลกำไรครึ่งปีแรกที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มประกันภัย STOXX เพิ่มขึ้น 0.8%

หุ้น Maersk (พุ่งขึ้น 8.7% แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยยังคงรักษาทิศทางขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสที่ออกมาดีเกินคาดและมีการปรับเพิ่มคาดการณ์ผลการดำเนินงาน

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 82.40ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคา

น้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 1.45 ดอลลาร์ หรือ 1.67% ปิดที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล