ตลาดหุ้นไทยมีเจ้ามือจริงไหม! คำถามคาใจรายย่อยถึง ‘ผจก.ตลท.’ 

HoonSmart.com>>ในงาน SET in the City 2026 เวที “ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ พบผู้ลงทุน” กลายเป็นพื้นที่เคลียร์ความสงสัย+ความคาดหวังสูงสุดของรายย่อย คำถามส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ “ความโปร่งใสและโอกาสที่เท่าเทียม” ตั้งแต่ ‘เจ้ามือปั่นหุ้น’ เคสทุจริตของบริษัทจดทะเบียน ไปจนถึงการเรียกร้องขอใช้บริการข้อมูล SET SMART ฟรี!

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบนักลงทุนในเวที “ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯพบผู้ลงทุน”งาน SET in the City 2026  ได้ตอบคำถามคาใจนักลงทุน ดังนี้

นักลงทุน:ตลาดหุ้นไทยมีเจ้ามือจริงไหม?

นายอัสสเดช: “ไม่มี” ครับ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราดูจากตัวเลข และวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อขายในตลาดทุนตลอดเวลาที่ตลาดเปิด โดย ณ วันนี้เรามีการนำเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาช่วยมอนิเตอร์ข้อมูลเยอะมาก ประมาณ 600,000 ล้านออเดอร์ต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่าสายตาคนเรามองตามไม่ทันหรอกครับ เราจึงจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเข้ามามอนิเตอร์ เพราะหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เราไม่ชอบและไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยก็คือ “พฤติกรรมที่ไม่ดี”

อย่างเช่น การลากหุ้น หรือถ้าใช้คำง่าย ๆ คือ “การปั่นหุ้น” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างราคา หรือการกดดันราคาในลักษณะที่มีการกระจุกตัวอย่างไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือการใช้โรบอท (Robot) หากเราตรวจพบก็จะทำการตักเตือนทุกคนทันที และขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องให้หน่วยงานทางการดำเนินรายการลงโทษปรับต่อไปครับ

นักลงทุน:กรณีบริษัทจดทะเบียนทุจริต?

นายอัสสเดช:เราต้องยอมรับความจริงว่าเคสทุจริตที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียง 2-3 บริษัท จากทั้งหมดกว่า 900 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่มันสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมหาศาล สิ่งที่เราทำในปัจจุบันคือการนำ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียดในทุกไตรมาส ครอบคลุมไปถึงหมายเหตุประกอบงบการเงินของทุกบริษัท

​ตัวอย่างที่เราตรวจพบและสั่งการเชิงรุกคือ เคสที่บริษัทไปลงทุนในต่างประเทศโดยวางเงินมัดจำไว้สูงมาก จากนั้นโครงการก็เงียบหายไปและไม่ได้เงินมัดจำคืน

ปัจจุบันเราใช้ระบบแจ้งเตือนและออกคำสั่งให้บริษัทเหล่านั้นเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะให้เร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น

หากดูสถิติในปีนี้ จะพบว่าการที่เราต้องออกไปขอข้อมูลในลักษณะนี้ลดน้อยลง เนื่องจากเราปรับมากำหนดสัญญาณเตือนล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม การทุจริตมักเกิดจากเจตนาของบุคคลซึ่งยากจะคาดเดา หน้าที่ของเราคือการสร้างเครื่องมือและระบบกลไกตรวจสอบภายใน ร่วมกับผู้ตรวจสอบบัญชี เพื่อทำให้การทุจริตทำได้ยากที่สุด และหากเกิดขึ้น นักลงทุนต้องได้รับทราบข้อมูลเร็วที่สุดเพื่อปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที

นักลงทุน:ตลาดหลักทรัพย์ฯจะรับมือหรือรักษาสถานะในดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI หรือ FTSE ได้อย่างไรบ้าง?

นายอัสสเดช:สถาบันจัดอันดับดัชนีเหล่านี้ไม่เคยเปิดเผยสูตรคำนวณตรงๆ สิ่งที่เราทำคือการใช้กระบวนการ วิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineer) เพื่อศึกษาคุณสมบัติและคำนวณย้อนกลับว่าเกณฑ์ของเขาเป็นอย่างไร จากนั้นเราจะนำข้อมูลนี้ไปพูดคุยและให้คำแนะนำกับบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเพิ่มหรือรักษาน้ำหนักในดัชนี

​แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ดัชนีเหล่านี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์ (Relative Comparison) หากเศรษฐกิจของประเทศอื่นโตเร็วกว่าเรา น้ำหนักของเราก็อาจถูกลดลงโดยปริยาย ในอดีตที่เราโดนลดน้ำหนักไปเยอะก็เพราะปัจจัยนี้ สิ่งที่เรากำลังผลักดันและอัปเดตกับ MSCI อย่างต่อเนื่องคือการยกระดับมาตรฐานเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นสากลมากขึ้น เช่น เกณฑ์การทำชอร์ตเซลล์ (Short Sale) และการปลดล็อกข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ (Foreign Ownership Limit) ซึ่งในบางอุตสาหกรรมของไทยยังถูกจำกัดไว้ที่ 25%, 30% หรือ 49% ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเพิ่มน้ำหนักลงทุน

นักลงทุน: เกณฑ์ CB แรงเกินไปไหม?

นายอัสสเดช: หลักการพื้นฐานและปณิธานสูงสุดของเราคือ การทำให้กิจกรรมการซื้อและการขายเกิดขึ้นจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” ของสินทรัพย์นั้นจริงๆ

​เมื่อเราพบความผิดเพี้ยนในตลาด เช่น หุ้นบางตัวได้รับความสนใจอย่างผิดปกติ มีปริมาณการซื้อขาย (Volume) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเกิดจากโบรกเกอร์หรือผู้เล่นเพียงไม่กี่รายที่เข้ามาขับเคลื่อน จนราคาพุ่งไป 10 เท่า หรือ 19 เท่า โดยที่ตัวบริษัทไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางปัจจัยพื้นฐานรองรับเลย เหตุการณ์ลักษณะนี้ขัดต่อหน้าที่หลักของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก เราจำเป็นต้องคอยสอดส่องดูแลความถูกต้อง เมื่อเกิดความคลางแคลงใจที่อธิบายไม่ได้ มาตรการที่เรานำมาใช้—หรือที่นักลงทุนบางคนเรียกกันเล่นๆ ว่า “การเอาหุ้นเข้าคุก”—แท้จริงแล้วไม่ใช่การห้ามซื้อขายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเพียงการสร้าง “จังหวะและเวลา” เพื่อให้ยุติความร้อนแรงชั่วคราว ให้นักลงทุนได้มีเวลาและมีสติในการกลับไปศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

พร้อม ย้ำว่า ตลท.จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ที่ยืดหยุ่นและพิจารณาจากหลากหลายมิติ ไม่สามารถขีดเส้นตายตัวที่ชัดเจนเกินไปได้ เพราะอาจกลายเป็นช่องว่างให้ผู้ที่ตั้งใจปั่นราคาหลบเลี่ยงเส้นเกณฑ์ จนสร้างความเสียหายแก่นักลงทุนรายย่อย

นักลงทุน:ทำไมหุ้นใหญ่ในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มเศรษฐกิจเก่า 

นายอัสสเดช:สำหรับคำถามนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงครับ โครงสร้างบริษัทจดทะเบียนของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นอุตสาหกรรมในกลุ่ม Old Economy ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของเราที่พัฒนามาตลอด 40-50 ปีที่ผ่านมา ทำให้ขนาดของเศรษฐกิจเราในปัจจุบันยังไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่มากเพียงพอที่จะผลักดันให้เติบโตจนเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดได้

​แต่ถ้าเรามองไปในระยะยาว ตอนนี้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มมีโครงการวิจัยหลัง ๆ ออกมามากมายที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นมาได้ เช่น หุ้นในกลุ่ม MedTech (เทคโนโลยีการแพทย์) หรือหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในบางด้านของประเทศไทยเราครับ

​สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจนวัตกรรมเหล่านี้เติบโตและมีขนาด (Size) ที่ใหญ่เพียงพอที่จะเข้ามาสร้างสีสันให้นักลงทุนได้ ซึ่งในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง เราก็มีโครงการรองรับเพื่อพัฒนาและผลักดันกลุ่มนี้อยู่ เช่น การมีตลาด LiVEx เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนและเปิดโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมหรือเอสเอ็มอีที่ยังไม่พร้อมเข้าตลาดใหญ่ สามารถเข้ามาต่อยอดและเติบโตต่อไปได้ในอนาคตครับ

นักลงทุน:เป็นไปได้ไหมที่จะเปิดให้ใช้บริการ SET SMART ฟรี?

​นายอัสสเดช:ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ครับ แต่รับความคิดเห็นนี้ไปพิจารณา ปัจจุบันเรามีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากมาย ทั้งค่าบริการสตรีมมิง หรือค่าบริการต่าง ๆ ถ้าลองมาคำนวณดูจะพบว่าค่าบริการ SET SMART ที่เราเก็บอยู่นั้นค่อนข้างถูก และคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับประโยชน์ในการนำข้อมูลไปใช้ลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีต้นทุนในการพัฒนาระบบเพื่อให้ทุกคนเข้ามาซื้อขายได้ แต่เราก็พยายามบริหารจัดการให้มีกำไรเพียงพอที่จะกลับมาดูแลรักษาระบบทั้งหมด และใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบแทนสังคม เช่น การสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นักลงทุน:ความเป็นไปได้ในการเปิดตลาด TFEX 23 ชั่วโมง

นายอัสสเดช:เราศึกษาอย่างการเพิ่มชั่วโมงการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา เช่น สินค้ากลุ่ม Global Product หรือ TFEX-SET50 เพื่อลดโอกาสการเกิดช่องว่างราคา (Gap) ในช่วงปิดทำการ (เช่น กรณีราคาทองคำที่วิ่งทุกวันแต่ตลาดหยุดเสาร์-อาทิตย์) โดยการปรับเปลี่ยนนี้ต้องพิจารณาร่วมกับหลายภาคส่วน และคำนึงถึงระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (Settlement Cycle) ที่โลกกำลังพัฒนาไปสู่ T+1 หรือ T+0 ในอนาคต

นายอัสสเดช กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการจะไปให้ถึง คือการทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็น “Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือประตูสู่โอกาสการลงทุนที่น่าเชื่อถือและโอบรับทุกคน ให้มีความเท่าเทียม โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และเหมาะสม” คือหัวใจสำคัญที่สุด จึงได้พัฒนาและผลักดันดิจิทัลแพลตฟอร์มแก่ประชาชน ให้เข้าถึงง่าย สะดวก ต้นทุนต่ำ เช่น บริการ TSD e-Service หรือ แอปพลิเคชัน “wiset” เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ฟังก์ชันเด่นของแอปพลิเคชันที่จะช่วยยกระดับนักลงทุนรายย่อย ประกอบด้วยศูนย์รวมข้อมูลสินทรัพย์ นักลงทุนสามารถตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอและสินทรัพย์ทั้งหมดของตัวเองได้ในที่เดียว แม้จะเป็นการลงทุนในอดีตที่เคยลืมไปแล้ว

ระบบ Customize หน้าจอ สามารถเลือกจัดหน้าจอเพื่อติดตามข้อมูลล่าสุดของหุ้นรายตัวที่สนใจ (เช่น หุ้น 1, 2, 3, 4) ได้ตามความต้องการของตนเอง

จัดการเอกสารครบวงจร เข้าถึงเอกสารสำคัญ เงินปันผล และเอกสารภาษีได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดการใช้กระดาษเพื่อตอบโจทย์การลดโลกร้อน

คลังความรู้และการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ สามารถรับชมวิดีโอกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) และเรียนรู้ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์หรือนักวิเคราะห์ได้ตลอดเวลา

“เราอยากจะเป็นตลาดทุนที่ได้รับความเชื่อมั่น สะท้อนผ่านพฤติกรรมที่เหมาะสม และเป็น Gateway หรือทางผ่านให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของทุกรูปแบบธุรกิจ และทุกสไตล์ของนักลงทุน ไม่ว่าจะต้องการความเสี่ยงสูง มั่นคง หรือความเสี่ยงต่ำ เราพร้อมที่จะมีสินทรัพย์และกรอบการดูแลที่ตอบโจทย์ตรงนี้เสมอ”นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช ได้ฝากข้อคิดถึงนักลงทุนให้เน้นการลงทุนอย่างมีสติ รอบคอบ และหมั่นพัฒนาตนเองผ่านการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อคว้าโอกาสในตลาดทุนไทยที่มีความพร้อมและครอบคลุมในปัจจุบันเปรียบเสมือน “ดวงดาวที่เริ่มเรียงแถวกันอย่างลงตัว” โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่:

ภาครัฐ มีความมั่นคงและนโยบายต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นและจับต้องได้จริง

ภาคธุรกิจและบริษัทจดทะเบียน มีความตั้งใจในการเสริมสร้างมูลค่าองค์กร ยกระดับตัวเอง และให้ความสำคัญกับการจัดทำธรรมาภิบาล (CG) และเครื่องมือการลงทุน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับพันธมิตร พัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การลงทุนในสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น