HoonSmart.com>>มองเกมลงทุนทองยุคทรัมป์ กับ 3 กูรูทองคำ ในงาน SET in the city 2026 แนะทบทวน-สำรวจเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว รับมือความไม่แน่นอน ฟันธง หุ้นโลก-ทองคำ-หุ้นปันผลไทย”ทางรอดยุคเศรษฐกิจโตต่ำ แนะต้องใช้ “ทองคำ”ปกป้องความมั่งคั่งระยะยาว เดินตามเกมธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นทุนสำรอง ตุนทองเพิ่ม ย้ำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เคยมีค่าเป็นศูนย์
ยุคที่ตลาดเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทองคำได้เปลี่ยนสถานะจาก “ทางเลือก” กลายเป็น “สิ่งจำเป็นที่ต้องมี ” ของทุกพอร์ตการลงทุน ด้วยประวัติศาสตร์กว่าพันปีที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เคยล่มสลาย และเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อที่ดีที่สุด
โดยแนะนำให้มีไว้ 10% ของพอร์ตลงทุนรวมเพื่อปกป้องความมั่งคั่งรวม โดยสามารถทยอยสะสมที่ 5% เพื่อสร้างสุขภาพพอร์ตที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประฑานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลสิริส กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา (นับตั้งแต่ปี 2553) สะท้อนภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากระดับต่ำสุดที่ 16,700 บาท ทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 81,800 บาท โดยปัจจุบันราคาย่อตัวลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 65,000 บาท ขณะที่ในตลาดโลก ราคาทองคำเคยปรับตัวขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดใกล้ระดับ 5,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก่อนจะปรับฐานลงมาอยู่ที่ประมาณ 4,160 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในปัจจุบัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้ตลาดจะคาดการณ์เป้าหมายถัดไปไว้สูงถึง 5,500-6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ด้วยสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยน ทำให้แนวโน้มระยะสั้นอาจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรืออาจลงไปทดสอบฐานเดิมที่ระดับ 3,000 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่ง
ปัจจัยสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนราคาทองคำในรอบนี้ คือนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งเรื่องการตั้งกำแพงภาษีและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่กลับมามีบทบาทสูงอีกครั้ง
ยุคนี้ ทองคำ ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยสูง และไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง แต่อยู่กึ่งกลาง เหมาะในการใช้เป็นเครื่องมือ “ปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection)”
ทั้งนี้ แนะนำจัดสรรเงินลงทุน 5% – 10% ของพอร์ตให้อยู่ในทองคำ เสมือนการ “ฉีดวัคซีน” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ตลงทุน แม้ว่าทองคำอาจไม่ได้การันตีผลกำไรสูงสุด แต่ในยามที่สินทรัพย์เสี่ยงเช่นตลาดหุ้นเกิดการพังทลาย (Collapse) ทองคำจะทำหน้าที่เป็นพระเอกที่ช่วยจำกัดผลขาดทุน และประคองให้ภาพรวมของพอร์ตโฟลิโอยังคงอยู่รอดได้
ขณะที่นักลงทุน อาจยังคงมีความกังวลต่อความเสี่ยงในอดีต เช่น วิกฤตทองคำดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงปี 2555-2556 ที่เคยกดดันตลาดนานนับทศวรรษ
แนวทางการบริหารความเสี่ยงในรอบนี้ จึงไม่ใช่การทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยืดหยุ่นให้พอร์ตลงทุนในระยะยาวอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำ มักสวนทางกับค่าเงิน ทำให้ได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่มูลค่าทองคำไม่เคยเป็นศูนย์ ปัจจุบันมีต้นทุนหน้าเหมืองทั่วโลกค้ำอยู่ที่ 2,000-3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งสะท้อนว่าราคาทองคำในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Gold Futures) มีแนวโน้มที่จะยืนเหนือระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ในอนาคต
สำหรับแนวทางการตัดสินใจลงทุนผ่านตลาด TFEX ปัจจุบันมีการออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับนักลงทุน 2 รูปแบบตามความเสี่ยงที่รับได้
กลุ่มแรกคือนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการความเข้าใจง่าย สามารถเลือกเทรด Gold Futures ในรูปแบบเงินบาท ซึ่งข้อดีคือช่วยป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ให้กับพอร์ตทองคำแท่งและสอดคล้องกับต้นทุนเงินบาทจริงในมือ
ขณะที่กลุ่มที่สองคือนักลงทุนระดับ Advance ที่ไม่ต้องการรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องการทำกำไรจากความผันผวนของราคาทองโลกโดยตรง สามารถเลือกเทรดในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐ (Gold Spot) ได้ ซึ่งปัจจุบันราคาทองโลกมีความผันผวนสูงถึงวันละเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นโอกาสทำกำไรที่เพียงพอแล้วสำหรับนักเก็งกำไร โดยการลงทุนผ่าน TFEX ในปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ใช้เงินวางหลักประกันเริ่มต้นเพียง 1,000 ถึง 4,000 บาท ก็สามารถซื้อขายทองคำขั้นต่ำเริ่มต้นที่ขนาด 2 บาททองคำได้ทันที
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) กล่าวว่า ระเบียบโลกใหม่ภายใต้เสถียรภาพที่ผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา สะท้อนภาพสภาวะ “Deglobalization” หรือการแบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจน ระหว่างฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันออกอย่างจีนและรัสเซีย ส่งผลให้ “ทองคำ” กลายเป็นสินทรัพย์ที่เป็นกลางเพียงหนึ่งเดียวในเวทีโลก เนื่องจากไม่ได้ขึ้นตรงกับมาตุภูมิหรือนโยบายของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ชนวนเหตุสำคัญมาจากนโยบายเชิงรุกในยุค “ทรัมป์ 2.0” ที่สร้างสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามการค้าแทบจะรายเดือน ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ ที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในโลก และใช้วิธีแก้ปัญหาผ่านการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอย่างไม่จำกัดเพื่ออุดหนุนงบประมาณทางการทหารและสงครามที่ยืดเยื้อ พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสี่ยงต่อภาวะด้อยค่าในระยะยาว และสร้างความกังวลให้แก่ธนาคารกลางทั่วโลกที่ถือครองทุนสำรองเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ได้ทำการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ปรากฏเด่นชัดผ่านพฤติกรรมของธนาคารกลางรายใหญ่ โดยเฉพาะ “จีน” ที่หลุดจากตำแหน่งผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อันดับ 1 ลงมาอยู่อันดับ 3 เนื่องจากจีนเลือกที่จะไม่ซื้อเพิ่มและทยอยเทขายสินทรัพย์ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสลับไปดึง “ทองคำ” เข้ามาเป็นทุนสำรองแทน ส่งผลให้เป็นปีแรกที่สัดส่วนทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่งแซงหน้าดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ระบบระเบียบการค้าโลกที่เคยพึ่งพา “ปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar)” กำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรง เมื่อขั้วอำนาจใหม่หันไปใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้า เช่น รัสเซียที่เปลี่ยนมาใช้เงินหยวนในการชำระเงินสูงถึง 80% หรืออินเดียที่ใช้เงินรูปี แม้บทบาทของดอลลาร์จะไม่ได้สูญสลายไปในทันที แต่อิทธิพลในฐานะสกุลเงินหลักของโลกจะค่อย ๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในอีก 20-30 ปีข้างหน้า โดยมีทองคำเข้ามารับไม้ต่อในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในสากลอย่างแท้จริง เหนือกว่าสินทรัพย์เกิดใหม่อย่างคริปโทเคอร์เรนซีหรือบิตคอยน์ที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ
ดังนั้น จึงแนะแนวทางการตัดสินใจสำหรับนักลงทุนเพื่อรองรับอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า โดยลดการกระจุกตัวในสินทรัพย์รูปดอลลาร์ จากความเสี่ยงทางด้านการคลังของสหรัฐฯ และการเสื่อมมูลค่าจากการพิมพ์เงิน หันมาใช้ทองคำในการกระจายความเสี่ยง ตามทิศทางเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลก ที่ทำการเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำเพื่อปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ ในยุคที่เงินตราสกุลต่าง ๆ กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนสูง และเน้นการสะสมระยะยาวตามแนวโน้มโครงสร้างโลกที่เปลี่ยนไปอย่างถาวรไม่ใช่เพียงการเก็งกำไรจากราคารายวัน
การลงทุนทองคำ นอกจากซื้อทองโดยตรงจากร้านทอง ยังสามารถศื้อทองผ่านตลาด TFEX และโบรกเกอร์ที่ได้รับการรับรอง ซึ่งปัจจุบันตลาด TFEX ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลักที่นักลงทุนนิยมเทรดในโบรกเกอร์ต่างประเทศอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่าง Euro Futures (EUR/USD), JPY Futures (USD/JPY) และ USD Futures (USD/THB)
รวมถึงสินค้ากลุ่มโลหะมีค่าอย่าง Silver Futures และผลิตภัณฑ์เด่นด้านทองคำที่มีให้เลือกซื้อขายถึง 4 รูปแบบ
สำหรับเครื่องมือทำกำไรที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่นิยมคือ “มินิ โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส” (Mini Gold Online Futures) ซึ่งเป็นการซื้อขายที่เทียบเท่ากับขนาด 0.01 ล็อตของโบรกเกอร์เถื่อน หรือมีขนาดสัญญาเพียง 10 ออนซ์ ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการเก็งกำไรราคาทองคำในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น โดยมีแพลตฟอร์มรองรับการใช้งานที่หลากหลายและได้มาตรฐานสากล ทั้ง Streaming และ MT (MetaTrader) ซึ่งให้การเคลื่อนไหวของราคาและการส่งคำสั่งซื้อขายที่เหมือนกับโบรกเกอร์ต่างประเทศทุกประการ แต่มีความปลอดภัยด้านเงินทุนที่เหนือกว่า เนื่องจากโบรกเกอร์ในตลาด TFEX อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เงินลงทุนทั้งหมดจะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์กลางของตลาด ไม่ได้จัดเก็บไว้ที่ตัวโบรกเกอร์เอง จึงหมดห่วงเรื่องปัญหาการบิดพลิ้ว ปัญหาโบรกเกอร์หลอกกราฟ หรือการถูกสแกมเมอร์โกงรหัสผ่านเพื่อยักยอกเงิน
ในส่วนของเทคนิคและกลยุทธ์การซื้อขาย สินทรัพย์ในตลาด TFEX เหมาะกับกลุ่มนักลงทุนสายกราฟและผู้ที่ชื่นชอบการเก็งกำไรระยะสั้นในลักษณะเดย์เทรด (Day Trade) หรือถือครองสถานะเพียง 2-3 วัน เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีอัตราทด (Leverage) สูง สามารถเลือกเปิดสถานะซื้อ (Long) เพื่อทำกำไรในขาขึ้น หรือเปิดสถานะขาย (Short) เพื่อทำกำไรในขาลง ท่ามกลางภาวะตลาดทองคำในปัจจุบันที่มีความผันผวนรุนแรงในระดับ 100 เหรียญต่อวัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเงินทุนอย่างเข้มงวด โดยการวางหลักประกันในตลาด TFEX จะถูกกำหนดอัตราทดไว้ที่ประมาณ 1 ต่อ 10 หรือ 1 ต่อ 20 ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยให้พอร์ตลงทุนมีความปลอดภัยและมีโอกาสรอดชีวิตทำกำไรในระยะยาวได้มากกว่า ต่างจากโบรกเกอร์เถื่อนที่มักเสนออัตราทดสูงถึง 1 ต่อ 500 หรือ 1 ต่อ 1,000 ซึ่งส่งผลให้พอร์ตลงทุนแตกหรือเสียหายได้ง่าย
สำหรับการเริ่มต้นเทรดมินิ โกลด์ ฟิวเจอร์ส 1 สัญญา (เทียบเท่าทองคำน้ำหนักประมาณ 2 บาท) แม้ว่ามูลค่าหลักประกันขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาท แต่นักวิเคราะห์และโบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้วางเงินเพียงเท่านี้ เนื่องจากหากราคาทองคำเคลื่อนไหวผิดทางเพียงเล็กน้อย จะมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) หรือถูกบังคับปิดสถานะในทันที
ดังนั้น นักลงทุนจึงควรวางเงินเผื่อไว้ที่ระดับประมาณ 20,000 ถึง 30,000 บาท เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มพื้นที่ให้พอร์ตลงทุนสามารถรองรับความผันผวนของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาด TFEX ยังมีการขยายเวลาทำการซื้อขายในอนาคต โดยจะปรับเวลาเปิดตลาดให้เร็วขึ้นเป็นตั้งแต่ 07.00 น. ยาวต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 03.00 น. ของวันถัดไป เพื่อให้ครอบคลุมการเคลื่อนไหวของตลาดโลกและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเทรดเดอร์ไทย
น.ส.ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวยังคงเป็นทิศทางขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างคอยสนับสนุนหลัก ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กระแสการลดพึ่งพาเงินดอลลาร์ และแรงซื้อสะสมอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำแซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Bills) ไปอยู่ที่สัดส่วนราว 27-28% ของพอร์ต โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนสูงถึง 38% ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียรวมถึงจีนยังมีสัดส่วนเฉลี่ยเพียง 18% ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อสะสมทองคำเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคาทองคำอาจมีการปรับฐานและเผชิญความผันผวนสูง จากปัจจัยกดดันชั่วคราว เช่น กระแสความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด รวมถึงความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและผลกระทบจากระบบโรบอทเทรดดิ้งที่ทำให้ตลาดสวิงตัวรุนแรง
ดังนั้น แนวทางการตัดสินใจที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนคือการจัดสรรพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) โดยรักษาสัดส่วนการลงทุนในทองคำไว้ที่ประมาณ 10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดตามมาตรฐานสากล เพื่อรักษาความมั่งคั่งและป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในยุคที่ราคาทองคำแท่งปรับตัวสูงขึ้นจนจับต้องได้ยาก นักลงทุนรายย่อยสามารถใช้เครื่องมือบริหารเงินทุนผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “มินิโกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส” (Mini Gold Online Futures) ในตลาด TFEX ซึ่งใช้เงินวางหลักประกัน (Margin) เพียงประมาณ 14,000 บาทต่อสัญญา แต่สามารถถือครองสถานะเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนัก 2 บาท มูลค่าประมาณ 140,000 บาท ถือเป็นการสร้างผลตอบแทนแบบเลเวอเรจ (Leverage) ที่ให้ผลกำไรสูงกว่าทองคำแท่งเมื่อคาดการณ์ถูกทาง
แต่มีข้อควรระวังคือการขาดทุนที่สูงเช่นกันหากตลาดเคลื่อนไหวผิดทาง นักลงทุนจึงสามารถประยุกต์ใช้ด้วยการวางเงินประกันส่วนเพิ่ม เช่น วางเงิน 50,000 บาท เพื่อสร้างความปลอดภัยให้พอร์ต แล้วนำเงินส่วนต่างที่เหลือไปสร้างผลตอบแทนในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนสายเทคนิคเคิล สามารถทำกำไรได้ทั้งสองขา โดยสามารถเปิดสถานะขาย (Short) เพื่อทำกำไรระยะสั้นในจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง หรือใช้ทำกลยุทธ์เชิงลึก เช่น Spread Trading และ Arbitrage Trading ระหว่างซีรีส์หรือระหว่างทองคำแท่งกับโกลด์ฟิวเจอร์สเพื่อสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ
ตลาด TFEX ยังมีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสูงเนื่องจากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการดูแลเงินฝากของลูกค้าผ่านสำนักหักบัญชี (TCH) และซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ตลาด TFEX ถือเป็นช่องทางสำคัญในการบริหารความเสี่ยง (Hedging) สำหรับร้านทอง ร้านจิวเวลรี่ รวมถึงกองทุนและเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่กลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มีความรู้มักจะเข้ามาทำกำไรจากส่วนต่างของราคาระหว่างราคาสมาคมทองคำและราคาในตลาด TFEX ที่มักจะเกิดช่องว่างของราคา (Gap) ในช่วงที่ตลาดผันผวนแรง โดยนักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 10% ถึง 20-30% สำหรับกลยุทธ์การซื้อขายสินค้าใหม่อย่าง มินิ โกลด์ ออนไลน์ ฟิวเจอร์ส จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งคำสั่งซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 10 สัญญา เมื่อเทียบกับการซื้อ Gold Online Futures (GO) ที่ได้เพียง 1 สัญญา ซึ่งทำให้นักลงทุนสามารถนำมาปรับใช้ได้ถึง 3 กลยุทธ์ตามสถานการณ์ตลาด
สำหรับกลยุทธ์แรกในกรณีที่ประเมินว่าราคาทองคำปรับฐานลงมาแล้วจะปรับตัวขึ้นต่อ นักลงทุนสามารถใช้เทคนิค “Buy on dip” หรือการทยอยตั้งรับเมื่อราคาอ่อนตัวเพื่อเป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุน ซึ่งจะช่วยให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่าการซื้อในสัญญาใหญ่อย่าง GO
ขณะที่กลยุทธ์ที่สองในกรณีที่ราคาทองคำมีทิศทางขาขึ้นเด่นชัดจนสามารถวิ่งทะลุผ่านจุดแนวต้านสำคัญขึ้นไปได้ นักลงทุนก็สามารถทยอยส่งคำสั่งซื้อตามเพื่อเก็งกำไรในฝั่งขาขึ้น (Long) และ
กลยุทธ์สุดท้ายในกรณีที่เป็นทิศทางขาลง หากนักลงทุนประเมินว่าราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ ก็สามารถเปลี่ยนมาเปิดสถานะขาย (Short) เพื่อทำกำไรในขาลงได้ทันที โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าหากราคาหลุดแนวรับดังกล่าว จะมีแนวรับถัดไปอยู่ที่บริเวณ 3,600 ดอลลาร์ ทว่าในภาพรวมระยะยาวนักวิเคราะห์ยังคงชี้เป้าหมายราคาทองคำในทิศทางปรับตัวขึ้นต่อด้านบน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินค้าฟิวเจอร์สสิ่งสำคัญที่สุดคือนักลงทุนจะต้องมีวินัยในการลงทุนและมีการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop loss) ทุกครั้งเมื่อประเมินสถานการณ์ผิดทาง โดยสัดส่วนการจำกัดผลขาดทุนไม่ควรเกินกว่าเป้าหมายกำไรที่ตั้งไว้เพื่อรักษาเงินทุน
นอกจากนี้ตลาด TFEX ยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการถือลงทุนยาวเสมือนการซื้อทองคำแท่งแต่ใช้เงินทุนน้อยลง โดยแบ่งเงินมาวางหลักประกันเพียง 20% เพื่อเป็นการกระจายพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
