HoonSmart.com>>หุ้นไทยปิดลดลง 1.32% ดีกว่าภูมิภาคหลายตลาด เกาหลีใต้ดิ่งลงแรง -8.29% ญี่ปุ่นทรุด -3.85% ไต้หวัน -3.48% แต่เจอต่างชาติขายหุ้นบิ๊กแคป 3,498 ล้านบาท กดดันเงินบาทอ่อนปิด 32.82 บาท จ่อหลุด 33 บาท เห็นแสงปลายอุโมงค์ Nasdaq ล่วงหน้าฟื้น ด้าน 4 นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์ฝ่าตลาดทรุด เน้นหุ้นปลอดภัย หุ้นแบงก์ได้ดีจากบอนด์ยีลด์ แจกปันผลสูง บล.บัวหลวงยืนยันไม่ใช่ตลาดหมี ให้จับจังหวะขายตอนราคาเด้ง เพิ่มเงินสดรอเวลาช้อน

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ตลาดหุ้นในภูมิภาคร่วงยกแผง นำโดยเกาหลีใต้ดิ่งลงแรง -8.29% ญี่ปุ่นร่วง -3.85% ไต้หวัน -3.48%หุ้นเซี่ยงไฮ้ ติดลบ 1.70% ส่วนไทย -1.32% ดัชนีหุ้น SET ปิด 1,561.68 จุด ร่วงแรง 20.92 จุด มูลค่าการซื้อขาย 68,963.16 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,498 ล้านบาท สถาบันขายด้วย 1,600.86 ล้านบาทและพอร์ตบล.ขาย 1,515.25 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยช้อนซื้อ 6,614 ล้านบาท ด้านค่าเงินบาทปิดที่ระดับ 32.82 บาท ระหว่างวันอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ฯ
หุ้นไทยร่วงตามตลาดต่างประเทศ หลังจ้างงานนอกภาคการเกษตรดีกว่าคาด ดันบอนด์ยีลด์ดีดตัวจากความกังวลเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นหลังอิหร่านยิงอิสราเอล รวมถึงแรงขายหุ้น AI เทคโนโลยียังไม่จบ กดดันกลุ่มอิเล็กทรอกส์ของไทย DELTA ลงลึกสุด 329 บาท ก่อนเด้งกลับแรง 343 บาท และปิดที่ 338 บาท ลดลง 5 บาทหรือ -1.46% อย่างไรก็ตาม Nasdaq ล่วงหน้าฟื้นน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเอเชีย
บล.บัวหลวงระบุว่า แรงเทขายรุนแรงในตลาดหุ้นโลก ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย.2569 ถือเป็นภาวะ Positioning Shock หรือการปรับสมดุลของตลาดเนื่องจากนักลงทุน “เก็งกำไรฝั่งขาขึ้นมากเกินไปและเร็วเกินไป” (Overcrowded Long Position) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (นับตั้งแต่เดือนเม.ย.) โดยมีกระแส AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก จนทำให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีบางตัวดีดขึ้นกว่า 50-100%
“นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ “ตลาดหมี” (Bear Market) แต่เป็นการ “ระบายความร้อน” เพื่อลดระดับการใช้เงินกู้ยืม (Margin Trade) และปรับมูลค่า (Valuation) ให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ความผันผวนระยะสั้นนี้ (Aftershock) ตลาดอาจมีจังหวะดีดตัวกลับ (Technical Rebound) ได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่การฟื้นตัวจะยังไม่มีเสถียรภาพ ช่วงนี้ถึงกลางเดือนมิ.ย.”ทยอยลดสถานะ” อาศัยจังหวะที่ตลาดดีดตัวกลับระหว่างวัน เพื่อถือเงินสดเพิ่มขึ้น
แนะนำรอเข้าสะสมอีกครั้งในช่วงปลายเดือนถึงก.ค. แบ่งซื้อ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มหุ้นที่จ่อ/กำลังทำ New High (เช่น GULF, CCET, กลุ่มธนาคาร, TRUE) กองทุนและนักลงทุนที่ต้องการคว้าผลตอบแทนชนะตลาด (Outperform) มีแนวโน้มจะวิ่งต่อได้ แต่แนะนำให้ “รอซื้อเมื่อย่อตัว”
2. กลุ่มหุ้นที่ยังไม่ขยับ หรืออยู่โซนล่าง (เช่น CPALL, CPAXT, BJC, OSP, CBG, GLOBAL, HMPRO, อสังหาริมทรัพย์)
ทางด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้าย Wealth Research บล.บัวหลวง กล่าวว่า ธีมการลงทุนจากการลดความตึงเครียดสงครามยังเป็นแรงหนุนหุ้นไทย และหนุนการหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นที่ปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้าไปสู่หุ้น Laggards มีโอกาสฟื้นตัวจากแรงซื้อกลับ อาทิ กลุ่มค้าปลีก โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) โรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยต่างชาติ และกลุ่มท่องเที่ยว เน้น เก็งกำไร ERW (สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสูงสุดในกลุ่มโรงแรมที่ราว 13%)
หุ้นปันผลสูงโดยเฉพาะกลุ่มธนาคารก็น่าสนใจ มักปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. จากแรงซื้อสะสมก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD โดยปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 3.8% ในเดือนก.ค. และเพิ่มขึ้นต่อเฉลี่ย 3.5% ในเดือนส.ค. ต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงใกล้จุดสิ้นสุดแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง จะหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมตามมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของธุรกิจกองทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องทั้ง MoM และ YoY ในเดือนเม.ย.
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ กล่าวว่าดัชนีหุ้นทั่วโลกในเดือนมิ.ย. จะแกว่งผันแปรไปตามปัจจัยเดิมอย่างภูมิรัฐศาสตร์ โทนการประชุมของธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ความเสี่ยงเรื่องการเข้มงวดนโยบายการเงินเข้าไปในราคาสินทรัพย์ต่างๆ มากนัก จนนำมาสู่การปรับเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์อีกครั้งได้
“หุ้นไทยทาง Valuation ที่ระดับ 1,540 จุดขึ้นมาแล้ว แต่คาดการณ์ EPS ในตลาดที่ยังคงทรงตัว จึงยังไม่สามารถขยับแนวต้านนี้ขึ้นไปได้ หากจะเลือกลงทุน แนะนำ กลุ่มหุ้นปลอดภัย Valuation ไม่สูง และมีความเสี่ยงต่ำหากบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นไว้ก่อน เช่น กลุ่ม Consumer staple เลือก CPAXT, CPALL , กลุ่ม ICT เลือกหุ้น ADVANC, TRUE, กลุ่มโรงพยาบาล เลือก BDMS, CHG , กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เลือกหุ้น AMATA, WHA และกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง เลือกหุ้น CK, STECON”นายณัฐชาตกล่าว
บล.เอเซียพลัสแนะกลยุทธ์การลงทุน สลับเงินเข้ากลุ่มDefensive กลุ่มรับอานิสงส์บอนด์ยีลด์สูง รวมถึงกลุ่มREITs เช่น DIF, 3BBIFและLHHOTEL
บล.โกลเบล็กมองหุ้นเดือนมิ.ย.ผันผวนในกรอบ 1,550-1,620 จุดแนะนำกลยุทธ์ในสภาวะตลาดผันผวน โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและมีผลการดำเนินงานรองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากตัวเลขการส่งออกในเดือนเม.ย.ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ DELTA, HANA, KCE, AAI และ ITC
