HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ชี้ แรงเทขายรุนแรงในตลาดหุ้นโลก ทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี เป็นการ “ระบายความร้อน” ลดระดับการใช้เงินกู้ยืม ปรับมูลค่า ด้านหุ้นไทยจับตากลุ่มนิวไฮ GULF-CCET-TRUE-ธนาคาร หุ้นที่เริ่มเห็นการสะสม CPALL-CPAXT-BJC – OSP -CBG -GLOBAL -HMPRO – อสังหาริมทรัพย์ วันนี้แนะนำ SCGP
บล.บัวหลวง (BLS) ระบุว่า แรงเทขายรุนแรงในตลาดหุ้นโลก ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2026 ถือเป็นภาวะ Positioning Shock หรือการปรับสมดุลของตลาดเนื่องจากนักลงทุน “เก็งกำไรฝั่งขาขึ้นมากเกินไปและเร็วเกินไป” (Overcrowded Long Position) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (นับตั้งแต่เดือนเมษายน) โดยมีกระแส AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก จนทำให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีบางตัวดีดขึ้นกว่า 50-100%
BLS Wealth มีมุมมองว่า นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ “ตลาดหมี” (Bear Market) แต่เป็นการ “ระบายความร้อน” เพื่อลดระดับการใช้เงินกู้ยืม (Margin Trade) และปรับมูลค่า (Valuation) ให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง
ความผันผวนรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน แต่มาจาก 3 ตัวแปรสำคัญที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
1. Broadcom รายได้ต่ำกว่าคาด (ตัวแทนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI)
ราคาหุ้นในกลุ่มนี้วิ่งขึ้นมารับอนาคตแรงเกินไป ตลาดไม่ได้ต้องการแค่ตัวเลขที่ดีตามปกติ แต่ต้องการตัวพิสูจน์ว่าเม็ดเงินลงทุนกําลังแปรเปลี่ยนเป็นกําไรได้เร็วกว่าที่ประเมิน
เมื่อผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด จิตวิทยาตลาดจึงเปลี่ยนทันที จากเดิมที่ซื้อขายบน “เรื่องราวในอนาคต” ไปสู่การเรียกร้อง “ผลกําไรที่เติบโตแข็งแกร่งจริง”
2. จีนคุมเข้มเงินทุนไหลออก & กองทุนส่วนบุคคล
รัฐบาลจีนยกระดับการควบคุมเงินทุนไหลออกและกํากับธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ที่มีมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านล้านหยวน (ราว 3.4 ล้านล้านดอลลาร์)
แม้เป้าหมายระยะยาวจะทำเพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบและผลักดันเงินทุนเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีในประเทศ แต่นักลงทุนกังวลว่าเม็ดเงินที่เคยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศจะถูกจำกัด ส่งผลให้สมดุลกระแสเงินทุน (Fund Flow) ระยะสั้นเปลี่ยนทิศ
3. ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ พุ่งเกินคาด ดึงบอนด์ยีลด์ดีดตัว
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 85,000 ตำแหน่งกว่าเท่าตัว
ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้ทำลายสมมติฐานเดิมที่ว่าตลาดแรงงานกำลังชะลอตัวเพื่อเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ดีดตัวขึ้นทันทีและกดดัน 3 สินทรัพย์หลักพร้อมกัน
หุ้นเทคโนโลยี ถูกกดดันจากมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่อิงกับกระแสเงินสดในอนาคต
ทองคำ เผชิญต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่เพิ่มขึ้น
คริปโทเคอร์เรนซี ถูกเทขายตามความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
BLS Wealth ประเมินว่าความผันผวนระยะสั้นนี้เป็นผลกระทบต่อเนื่อง (Aftershock) ตลาดอาจมีจังหวะดีดตัวกลับ (Technical Rebound) ได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่การฟื้นตัวจะยังไม่มีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ แนะนำกลยุทธ์การลงทุน แบ่งเป็น 2 ช่วง
ปัจจุบัน – กลางเดือนมิถุนายน “ทยอยลดสถานะ” อาศัยจังหวะที่ตลาดดีดตัวกลับระหว่างวัน ในการขายลดสัดส่วนการลงทุนบางส่วน เพื่อถือเงินสดเพิ่มขึ้น
ปลายเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม “รอเข้าสะสมอีกครั้ง” เมื่อความตึงตัวในตลาดเริ่มคลี่คลายลง (ตามสถิติกระบวนการปรับสมดุลจะใช้เวลาเฉลี่ยราว 4-6 สัปดาห์)
สำหรับ ตลาดหุ้นไทย ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยการหมุนกลุ่มหุ้นอย่างชัดเจน เริ่มจาก กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี/โรงกลั่น และล่าสุดหมุนมาที่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ หุ้นขนาดกลางใน SET100 (เช่น นิคมอุตสาหกรรม, ไฟฟ้าสีเขียว)
จากการหมุนเวียนนี้ สามารถแบ่งหุ้นออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
1. กลุ่มหุ้นที่จ่อ/กำลังทำ New High (เช่น GULF, CCET, กลุ่มธนาคาร, TRUE)
หุ้นชุดนี้เป็นเป้าหมายของกองทุนและนักลงทุนที่ต้องการคว้าผลตอบแทนชนะตลาด (Outperform) มีแนวโน้มจะวิ่งต่อได้ แต่แนะนำให้ “รอซื้อเมื่อย่อตัว” ไม่ควรไล่ราคา เว้นแต่จะมีสัญญาณเปิดตลาดกระโดด (Breakaway Gap) ชัดเจน เพื่อความชัวร์เรื่องกระแสเงินไหลเข้า (Flows)
2. กลุ่มหุ้นที่ยังไม่ขยับ หรืออยู่โซนล่าง (เช่น CPALL, CPAXT, BJC, OSP, CBG, GLOBAL, HMPRO, อสังหาริมทรัพย์)
เริ่มเห็นเป็น “รอบสะสม” แต่ต้องเลือกตัวอย่างระมัดระวัง โดยเน้นหุ้นที่รายได้และกำไรมีโมเมนตัมฟื้นตัวตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” และราคาหุ้นเริ่มตอบสนองกับข่าวบวก (ไม่ใช่หุ้นที่กราฟนอนนิ่งและปรับฐานลงเรื่อยๆ จากข่าวลบ เช่น GLOBAL)
หุ้นโซนกลางที่น่าสนใจ BH, SCGP, MINT, CENTEL กลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อ (หมวดร้านอาหาร) และต้นทุนพลังงานที่เริ่มลดความร้อนแรงลงตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยทางฝ่ายกลยุทธ์ได้เริ่ม เพิ่ม SCGP เข้าพอร์ต ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้านเทคนิค ดัชนีกำลังทดสอบแนวต้านเส้นแนวโน้มขาลงสำคัญ (Down Trend Line) ที่ลากเชื่อมต่อจุดสูงสุด (Peak) มายาวนานตั้งแต่ปี 2018 ถือเป็น “จุดชี้ชะตา” ว่าจะสามารถปลดล็อกเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ได้หรือไม่
Scenario 1 (Bull Case) หากดัชนีสามารถทะลุผ่าน (Breakout) เส้นกดนี้ขึ้นไปได้พร้อมปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่หนาแน่น จะถือเป็นการ “สิ้นสุดรอบขาลงใหญ่” และเปลี่ยนเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นเต็มตัว (Uptrend)
Scenario 2 (Bear Case) หากไม่สามารถข้ามผ่านแนวต้านนี้ได้ ดัชนีจะเกิดการปรับฐานย่อยเพื่อสะสมกำลังใหม่ (Healthy Correction)
แนวต้านสำคัญ 1,600 จุด (หากผ่านได้จะเป็นสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้นรอบใหญ่)
แนวรับสำคัญ 1,570 จุด และ 1,540 จุด (อ้างอิงเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 และ 25 วัน ตราบใดที่ดัชนีย่อตัวลงมาแล้วไม่หลุดแนวนี้ โครงสร้างขาขึ้นระยะสั้นจะยังไม่เสียหาย)
ช่วงทดสอบแนวต้านใหญ่ตลาดจะผันผวนสูง แนะนำให้เน้นหุ้นที่เป็นผู้นำตลาด (Leader Stocks) ที่ทรงกราฟสวย แข็งแกร่งกว่าดัชนี ยืนเหนือแนวรับชัดเจนและจ่อรอเบรก “แนะนำแบ่งไม้สะสมใต้โซนแนวต้าน” เพื่อชิงความได้เปรียบเรื่องต้นทุน โดยตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ตื้นๆ
หุ้นเด่น วันนี้ แนะนำ SCGP
เหตุผล: ดักทิศทางเงินไหลเข้ากลุ่มเชื่อมโยงการบริโภคในประเทศ (Flow Rotation) รับผลบวกมาตรการภาครัฐและต้นทุนพลังงานที่ลดลง มีการปรับประมาณการกำไรขึ้น
แนวรับ 24.50 บาท แนวต้าน 27.00 บาท Stop Loss (ตัดขาดทุน) 23.00 บาท
