บจ.ระดมทุนแค่ 6,000 ล้านบ. เจอแบงก์ให้กู้ถูก! ตลท.ยัน 23 บริษัทรอเพิ่มทุน 20 หุ้นจ่อ IPO ปีนี้

HoonSmart.com>>ในช่วง 5 ช่วงเดือนของปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เจอคู่แข่ง แบงก์เสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บริษัทใหญ่ขายหุ้นกู้คล่องปรื๊ด ส่งผลให้บจ.ระดมทุนเพียง 5,000-6,000 ล้านบาท ห่างไกลจากช่วงพีคที่สูงถึงปีละ 2-3 แสนล้านบาท และมี IPO แค่ 1 บริษัท สวนทางสินเชื่อทั้งระบบเดือนเม.ย.โตครั้งแรกในรอบ 23 เดือน เป็นสัญญาณว่า Ecosystem (ระบบนิเวศ) กำลังเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อบทบาทของตลท.ที่เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวอย่างไรบ้าง…

“อำนวย จิรมหาโภคา” รองผู้จัดการ รองหัวหน้าสายงานการตลาด ดูแลงานด้านผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  ให้สัมภาษณ์”สำนักข่าวหุ้นสมาร์ท”ว่า ธนาคารพาณิชย์กับตลาดทุนไม่ใช่คู่แข่ง เป็นพาร์ทเนอร์กัน ยอมรับว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2569 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีการระดมทุนไม่มาก เพียงประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงพีคมีการระดมทุนประมาณปีละ 2-3 แสนล้านบาท และในปี 2568 ระดมทุนเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) การเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป(PO) หรือ Exercise Warrant (การแปลงวอร์แรนต์เป็นหุ้นสามัญ) ก็ตาม

ส่วนหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ ตอนนี้มีเพียง 1 บริษัท คือ บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 เปรียบเทียบกับในช่วงที่พีคมีการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) ปีละ 2-3 แสนล้านบาทเช่นเดียวกัน และในปี 2568 มี IPO ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น 2 ขาหลักของการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ UNIX เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 180 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1.89 บาท เป็นเงินประมาณ 340 ล้านบาท เท่ากับมูลค่าหลักทรัพย์รวม 1,247.40 ล้านบาท

บจ.ระดมทุนต่ำจนน่าเป็นห่วงหรือไม่

ตลาดหลักทรัพย์มีการติดตามข้อมูลอยู่ตลอดเวลา  แต่ยังไม่กังวล เพราะว่ามีเหตุและผล

ปี 2569 ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569  ที่ผ่านมา และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เรื่องของสงครามลามถึงราคาน้ำมัน  สมัยก่อนราคาน้ำมันสําเร็จรูปที่สิงคโปร์ที่ประเทศไทยใช้เป็น Benchmark อยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเช้าอยู่ที่ 150 เหรียญ ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันดิบเริ่มลงแล้ว แต่น้ำมันสําเร็จรูปยังค้างอยู่ กระทบไปทั้งอุตสาหกรรมต่างๆและลงลึก Logistics สายการบินก็หายไป

คนที่อยู่ตะวันออกเป็นคนรวย ท่องเที่ยวหรือมารักษาตามโรงพยาบาลในไทย ก็หายไป เพราะมีสงครามที่โน้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากระดมทุน หรือว่าเสน่ห์ของการระดมทุนในประเทศไทยน้อยลง ที่สําคัญคือสถานการณ์แบบนี้ทําให้ทุกคนระวัง

“เรื่องการระดมทุนต่ำ ไม่ใช่ว่าเราไม่กังวล เพียงแต่เราก็มอนิเตอร์อยู่ว่ามีเหตุมีผล ถ้าสมมุติสงครามสงบ ราคาน้ำมันลงมาจากสูงกว่า  100 เหรียญ แล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิมแบบวันนี้  แสดงว่าต้องมีเรื่องอื่น ที่จะทําให้คนไม่ต้องการใช้เงินระยะยาวแบบนี้”

23 บริษัทรอเวลาเพิ่มทุน 

ปัจจุบันคณะกรรมการบริษัทฯประมาณ 23 บริษัท มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) แต่ยังไม่ตัดสินใจที่จะระดมทุน เพื่อดูช่วงเวลาในการเสนอขายที่เหมาะสม และจังหวะในการใช้เงินลงทุน

เวลาบริษัทจะเพิ่มทุน จะมาตามหลังแผนการใช้เงิน ต้องคิดเรื่องว่าจะเอาเงินไปใช้ทําอะไรก่อน คือต้องมีโครงการลงทุนเกิดขึ้น แล้วบนโปรเจกต์นั้นสมมุติว่าใช้เงินเท่าไหร่ จะต้องมานั่งแบ่งว่าเป็นหนี้เท่าไหร่เป็นทุนเท่าไหร่

สถานการณ์ตอนนี้จะยังไม่ตัดสินใจทําอะไรบุ่มบ่าม การลงทุนขนาดใหญ่จะระวัง เพราะว่ายังหาจุดจบไม่ได้

“การระดมทุนจะมาก็ต่อเมื่อมีโปรเจกต์ แล้วโปรเจกต์จะมาก็ต่อเมื่อมีความชัดเจน ถ้าสงครามสงบทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม แผนการลงทุนที่คิดไว้จะดำเนินการเมื่อไหร่ หากมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ทุนกับหนี้ต้องตามมา ก็จะเป็นอีกขานึงที่จะผลักให้ตลาดเราโตเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้บริษัทมากกว่า 140 บริษัทที่เข้าโครงการ Jump+ ก็จะต้องระดมทุน เพิ่มการลงทุน  เพื่อให้ธุรกิจและกำไรโตมากกว่าตอนนี้

บจ.ไม่มีทางจะกู้แบงก์อย่างเดียว

การระดมทุนของบจ.ไม่มีใครที่สามารถจะกู้แบงก์ได้อย่างเดียว เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดี ธนาคารจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่ และสุดท้ายต้องคืนเงินต้น แต่การระดมทุนผ่านตลาดทุน (Equity Market) ยังมีเสน่ห์อยู่ และบริษัทจะต้องรักษาสมดุลระหว่างหนี้กับทุน ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ หลายๆ ครั้งแบงก์จะให้เงินกู้ ยังตั้งเงื่อนไขสําคัญบังคับไว้ว่าสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต้องไม่เกินเท่าใด

ปัจจุบันบจ.ในตลาดหลักทรัพย์ (SET) มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio ) 1.28 เท่า (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) และบจ.ในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) มี D/E Ratio  0.74 เท่า

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ณ เดือนเม.ย. 2569 ธนาคารพาณิชย์มีเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ 13.82 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.04% YoY หลังหดตัวติดต่อกัน 22 เดือน (นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2567) หลักๆจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ส่วนการใช้สินเชื่อ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน อยากได้วงเงินโอดี หรือเงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์อะไร  แต่หากต้องการเติมเลือดเข้าไปในระบบของบริษัท เป็นเรื่องที่จำเป็น  แต่กลุ่มนี้ดอกเบี้ยจะไม่ถูก เพราะแบงก์จะต้องดูความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทด้วย ไม่ได้ดูเรื่องต้นทุนอย่างเดียว

” การกู้เงินเป็นส่วนของหนี้ ธนาคารพยายามจะบอกให้บริษัทต้องเพิ่มส่วนของทุน ทำให้การทํางานของเรากับแบงก์เป็นพันธมิตรกันมากกว่า ดังนั้นตลาดทุนยังเป็นขาหนึ่งของเศรษฐกิจอยู่”

ทั้งนี้ส่วนของผู้ถือหุ้น ประกอบด้วยทุนชำระแล้ว ส่วนล้ำมูลมูลค่าหุ้น และกำไรสะสม ซึ่งไตรมาสแรกปี 2569  บริษัทหลายแห่งมีกำไรเติบโตก้าวกระโดดสูงมาก ถึง 1 หมื่นล้านบาทหรือใกล้เคียง ทำให้มีความสามารถในการก่อหนี้ ขอสินเชื่อมากขึ้น

ปี 69 จะมี IPO กี่บริษัท 

จากการได้คุยกับลูกค้าที่ตั้งใจจะนำบริษัทเข้าตลาดในปีนี้รวมทั้ง 3 ตลาด มีประมาณ 25 บริษัท แบ่งเป็น SET และ mai จำนวน 19  บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) อีก 6 บริษัท  ปัจจุบันเข้า SET แล้ว 1 บริษัท และ LiVEx  2 บริษัท ซึ่งได้รับอนุมัติแล้ว 5 บริษัท  ส่วนที่เหลือจะยื่นคำขอในช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้เป็นต้นไป แต่จะขายหุ้นทันในปีนี้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะขึ้นอยู่กับจังหวะในการเสนอขาย หากยังไม่ได้ราคาที่ต้องการก็รอ ทั้งนี้ เกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์คือต้องขายภายใน 6 เดือน ผ่อนผันได้อีก 6 เดือน รวมเป็น 1 ปี

เร่งแก้เกณฑ์เพิ่มหุ้นใหม่ที่ใหญ่และมีคุณภาพ

ยอมรับว่าเกณฑ์การเข้ามาจดทะเบียนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังเป็นปัญหาจะต้องแก้ไข มี 3 เรื่องได้แก่

1.ลดเวลาการพิจารณาอนุมัติคำขอ ตลาดหุ้นฮ่องกงและสิงคโปร์ใช้เวลา 60 วัน ส่วนของไทย 140 วัน จะแข่งขันได้อย่างไร ตอนนี้มีการคุยร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต.และชมรมวาณิชธนกิจ(ไอบี) เพื่อลดขั้นตอนให้เร็วขึ้น น่าจะมีความชัดเจนในไตรมาสที่ 3/2569 นี้

2.กฎเกณฑ์กติกาบางอย่างเข้มกว่าก็แข่งไม่ได้

ยกตัวอย่างเกณฑ์ New Economy ที่กำลังแก้ไขอยู่  ถ้าเป็นบริษัทต่างประเทศ ต้องมีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจกับประเทศในมุมของต้องเป็นฐานการผลิตที่สําคัญ หรือต้องมีประชากรที่ใช้เยอะพอ 15% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากมีลูกค้าอยู่ทั่วโลก จะต้องยกเลิกข้อกำหนดที่บริษัทต่างประเทศต้องแสดงถึงการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เพื่อลดอุปสรรคในการเข้ามาของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพและดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ

ส่วนเกณฑ์ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ก็จะลดลง เช่น กรณีเข้า SET ต้องมีขนาดถึง 7,500 ล้านบาท เยอะมาก สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตั้งอยู่ใน EEC (BOI/EEC) จะลดลงเหลือ 3,000 ล้านบาท แต่ถ้าไม่ใช่ (์Non-BOI/Non-EEC)  กำหนด 5,000 ล้านบาท กรณี mai สำหรับบริษัทไทย เดิมกำหนด 2,000 ล้านบาท BOI/EECจะลดลงเหลือ 1,000 ล้านบาท และ Non-BOI/Non-EEC 1,500 ล้านบาท

รายได้เชิงพาณิชย์ (Track Record) ถ้าเป็น BOI เหลือ 1 ปี เท่านั้น ถ้าเป็น Non-BOI ให้เหลือ 2 ปี เรื่องรายได้รวม 5,000 ล้านบาท  แก้ไขเพียงให้มีรายได้จากอุตสาหกรรมที่เป็นรายได้หลักก็พอ เกณฑ์จบ Hearing ไปแล้ว ต้องส่งให้ ก.ล.ต. ให้ความเห็นชอบ ตามขั้นตอนปกติ เกณฑ์จะออกมาภายใน ไตรมาสที่ 3/2569 จะเปิดรับได้ไตรมาสที่ 4 แต่บางบริษัทต้องใช้เวลา 1 ปีเป็นอย่างน้อย ในการเตรียมข้อมูล

ปัจจุบันมีบริษัทแสดงความสนใจจะเข้าตลาดหุ้นไทย ตามที่มีข่าว TSMC โรงงานรับจ้างผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีฐานการผลิตหลักอยู่ในประเทศไต้หวัน ปัจจุบันจดทะเบียนในตลาดหุ้นอยู่ทั่วโลก  “ฉางอัน” บริษัทแม่จดทะเบียนอยู่ที่ตลาดหุ้นเสินเจิ้นกับฮ่องกงแล้วเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อยู่ที่จ.ระยอง อยากจะให้เป็นฐานในการส่งออกไปในภูมิภาค และให้คนไทยมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของในธุรกิจนี้ด้วย

3. การกระตุ้นตลาดโดยให้สิทธิประโยชน์ เพราะในต่างประเทศกระตุ้นตลาดกันเต็มที่ ของไทยยังไม่มี  ตลาดหลักทรัพย์อยากดึงบริษัทที่ได้ BOI เข้ามาจดทะเบียน โดยเสนอให้คณะกรรมการ BOI พิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก 5 ปี เพิ่มอีก 3 ปี  เพราะการลงทุนตั้งโรงงานใหม่จะต้องใช้เวลาในการดำเนินงานกว่าจะสร้างกำไรได้ในปีที่ 3 เป็นต้นไป  การขยายระยะเวลาเป็น 8 ปี จึงจะน่าสนใจในการเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

“เราอยากเห็นบริษัทดีๆ ต่างประเทศ บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาจดทะเบียน ไม่ใช่เข้ามาลงทุนอย่างเดียว ควรที่จะให้คนไทยมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของด้วย อันนี้คือความฝันของผม”