HoonSmart.com>>บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX) มองเป้าหุ้นไทยปี 69 แตะ 1,650 จุด ฟันด์โฟลว์หนุน นโยบายรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ดันรายได้แตะ 1,300 ล้านบาท ลดการพึ่งพารายได้ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ ดันสัดส่วนรายได้ธุรกิจ Non-Brokerage แตะ 50% ปีนี้ รุกออกผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมเปิดตัว DW18 อ้างอิง 7 ดัชนีหลักครอบคลุมในเอเชีย เพิ่มช่องทางให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศ

ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) เปิดเผยว่า KTX ตั้งเป้าหุ้นไทยปี 2569 มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะ 1,650 จุด แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีอัพไซด์เริ่มจำกัด เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์ไปด้วย ซึ่งปัจจุบันหุ้นไทยยังอยู่ระดับน่าสนใจ มี P/E ประมาณ 16 เท่า ต่ำกว่าในอดีตที่เคยขึ้นสงสุด 19 เท่า นอกจากนี้ปัจจัยในประเทศเริ่มส่งสัญญาณบวก การเมืองมีเสถียรภาพและการเริ่มเข้าสู่รอบการลงทุน (Investment Cycle) ครั้งใหม่
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจมองกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถือเป็น Safe Zone ให้นักลงทุน เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยยังถูกมองเป็นตลาดเชิงรับ (Defensive Market) ที่มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการลงทุนของภาคธุรกิจในภูมิภาค แม้ที่ผ่านมาเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าหลายประเทศในเอเชีย แต่ช่องว่างดังกล่าวอาจกลายเป็นปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในระยะต่อไป
“KTX มองภูมิภาคเอเชียกลายเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ เนื่องจากความเชื่อมั่นในเอเชียและจีนเริ่มมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Stagflation) ในสหรัฐฯ โดยตลาดในแถวหน้าของกระแส AI คือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะที่หุ้นไทยถูกมองว่าเป็นกลุ่ม Defensive ที่กำลังมีโอกาสเติบโตจากการย้ายฐานการลงทุน ทั้งจากจีนและญี่ปุ่น แม้ที่ผ่านมาไทยจะขึ้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน แต่ช่องว่างนี้เป็นโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาสะสมหุ้นไทย”ม.ล.ทองมกุฎ กล่าว
สำหรับแผนงานในปี 2569 KTX ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 1,300 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน และมีเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 2.4 % จากเดิมที่มีสัดส่วน 2% โดยปีนี้มีการปรับโครงสร้างรายได้ครั้งสำคัญด้วยการลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Brokerage) เป็น 50% และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่นายหน้า (Non-brokerage) เป็น 50% จากเดิมที่มีโครงสร้างรายได้เป็น 60 : 40 อย่างไรก็ดีในส่วนของรายได้ Non-brokerage ที่จะเพิ่มขึ้นมานั้น มาจาก 4 ธุรกิจหลัก ดังนี้
1 ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivatives Warrants – DW) เปิดโอกาสการลงทุนสู่ดัชนีชั้นนำของเอเชีย พร้อมเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นในการลงทุน
2 ผลิตภัณฑ์ Structured Products ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการความซับซ้อนด้านการลงทุนมากขึ้น
3 ตราสารหนี้ และ Bond Connect ขยายโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้น
4 ตัวแทนขายกองทุนรวม เพื่อเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าอย่างครบถ้วน
ขณะเดียวกันในส่วนของในธุรกิจ Brokerage ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในทุกกลุ่มลูกค้า ประกอบกับ KTX มีฐานที่มั่นคงสำหรับโดยเฉพาะการเป็นผู้นำในการซื้อขายตลาดตราสารแสดงสิทธิการลงทุนหุ้นต่างประเทศ (DR) โดยตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งการตลาดการซื้อขายผลิตภัณฑ์ DR เป็น 30% ในปี 2026 เพื่อรักษาตำแหน่ง อันดับ 1 ในตลาด DR และเสริมบทบาทของ KTX ในฐานะผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ลงทุนต่างประเทศที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย
ม.ล.ทองมกุฎ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจหลักทรัพย์จำเป็นต้องปรับตัว หวังพึ่งพาธุรกิจหลักทรัพย์ วอลุ่มหุ้นไม่ได้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ ขาดทุนกันมาก แต่ KTX ยังสามารถสร้างกำไร 4-5 ปีติด และล่าสุดเดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาค ผ่านกลยุทธ์ทางธุรกิจในการยกระดับสู่การเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการการลงทุนที่ครบถ้วน หลากหลาย และตอบโจทย์นักลงทุนได้ครอบคลุมทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การลงทุน ข้อมูล บทวิเคราะห์ เครื่องมือการลงทุน และบริการที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน
พร้อมทั้งเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งจากโครงสร้างผู้ร่วมลงทุน 2 ฝั่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศที่มีฐานลูกค้าและเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเสริมศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายและตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ ซึ่งในปีนี้จะทำงานร่วมกับ 2 ผู้ถือหุ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการจากลูกค้าให้มากที่สุด
นอกจากนี้ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ DW18 ซึ่งเน้นการลงทุนอ้างอิงดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุม 7 ดัชนีสำคัญ ได้แก่ HSI, HSCEI, HSTECH, NIKKEI225, VN30, KOSPI200 และ KOSDAQ150 โดย KTX ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาด DW อ้างอิงดัชนีเกาหลีใต้ในประเทศไทย ผ่านการนำ KOSPI200 และ KOSDAQ150 เข้ามาเป็นสินทรัพย์อ้างอิงเป็นรายแรกของอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทของ KTX ในการขยายขอบเขตการลงทุนและสร้างทางเลือกใหม่ เพื่อให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนในตลาดเอเชียได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทย และระบบการซื้อขายในช่องทาง Streaming ที่คุ้นเคย
นอกจากนี้ KTX ได้เพิ่มบริการ KTXInvestMe แพลตฟอร์มที่เป็น Investment Hub เรื่องการลงทุน DW พร้อมเครื่องมือจาก TradingView ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของกลยุทธ์ KTX ในการสร้าง Investment Hub ที่รองรับทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ บทวิเคราะห์ คอนเทนต์ความรู้ และเครื่องมือการลงทุนสำหรับ DW โดยเฉพาะ นักลงทุนที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.ktxinvestme.com/th
