HoonSmart.com>>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เผย 4 เดือน/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท คาดทั้งปีโตเข้าเป้า 7 หมื่นล้านบาท หนุนสินเชื่อคงค้าง 188,630 ล้านบาท เพิ่มสินเชื่อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 3.2 แสนล้านบาท เติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มลูกค้าใหม่ 3,000 ราย เดินหน้ากลยุทธ์ 5T ฝ่า “ภาวะ 3 สูง” เพื่อรับมือ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ

ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ 7 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบก็ตาม โดยส่วนหนึ่งเป็นสินเชื่อหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออก และเพิ่มลูกค้าใหม่ และผลิตภัณฑ์ประกันการส่งออกอีกราว 3,000 ราย จากปัจจุบันที่ 6,000 ราย ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ทั้งสิ้น 2.8 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการ SMEsขนาดใหญ่ ประมาณ 5,000-6,000 ราย
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า การดำเนินงานในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ 7 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบก็ตาม โดยส่วนหนึ่งเป็นสินเชื่อหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออก และเพิ่มลูกค้าใหม่จำนวน 3,000 ราย ตอนนี้มีเข้ามาแล้วจำนวน 715 ราย ซึ่งประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ทั้งสิ้น 2.8 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการ SMEs ขนาดใหญ่ ประมาณ 5,000-6,000 ราย
ปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 173,756 ล้านบาท จากเป้าใหม่สิ้นปีนี้ที่ 188,630 ล้านบาท เพิ่มสินเชื่อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 3.2 แสนล้านบาท สัดส่วนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน 48.58% ประมาณการทั้งปี 48.90% ท่ามกลางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ควบคุมได้ที่ 4.1% จากเป้าหมายไม่เกิน 4%
นายชลัชกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทย ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่
1. ความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อ และสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สำคัญของโลก จนสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
2. ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาทองคำ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจไทย
3. ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนการผลิต รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) มาตรการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) และระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปีก่อน ส่วนการค้าโลก อาจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.8% ลดลงจาก 5.1% ในปี 2568 สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี แตะระดับ 4.4% เพิ่มจาก 4.1% ในปีก่อน
EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ “ภาวะ 3 สูง” ที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่
1) Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
2) Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดมากขึ้น
3) Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโมเดลธุรกิจ และเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง
นายชลัช กล่าวอีกว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยความท้าทาย EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “5T” ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย
1. Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs อย่างตรงจุด ผ่านการออกเยี่ยมกิจการเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง และประคองการจ้างงานตามความเหมาะสม
2. Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุน และการปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม อีกทั้งจะขยายการให้บริการด้าน ESG เช่น การจัดทำรายงานความยั่งยืนสำหรับลูกค้า EXIM BANK ที่สนใจปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก
3. Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการจัดกิจกรรมและ Product Package ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่น นอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75%
4. Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ
5. Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
“มาตรการและความช่วยเหลือของ EXIM BANK จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทย มีทั้งความพร้อมในการรับมือ และความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ โดย EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤต แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก”นายชลัชกล่าว
