HoonSmart.com>>”วายแอลจีฯ” (YLG) มองทองระยะยาวยังเป็นขาขึ้นจากปีนี้บวกมาแล้ว 7% ยังคงเป็นที่ต้องการ ทำหน้าที่ทั้งสินทรัพย์ปลอดภัย-เพื่อการลงทุน ระยะกลางส่งสัญญาณพักฐาน ส่วนระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์ หรือ 69,150 บาทแล้วมีโอกาสดีดกลับ คงเป้าหมายปีนี้ 5,596-5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 86,000-88,700 บาท จาก 3 ปัจจัยหนุน วันนี้ทองในประเทศร่วงลง 1,450 บาท ทองคำแท่งจ่อหลุด 70,000 บาท หลังทองโลกลงต่ำกว่า 4,600 ดอลลาร์
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส (YLG) เปิดเผยว่านับจากต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน (15 พ.ค.) ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7% แม้ระหว่างทางจะมีความผันผวนมากกว่าทุกปี แต่ภาพรวมทองคำยังสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ในการลงทุนที่ดี
อย่างไรก็ดียังคงมีคำถามว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงต้นทุนพลังงานที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น รวมถึงหนี้ทั่วโลกที่อาจจะพุ่งเป็นเงาตามตัว แล้วราคาทองคำจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากแค่ไหน ซึ่งทาง YLG ได้วิเคราะห์ออกมาแล้วพบว่า ภาพใหญ่ระยะยาวยังไม่เสียเทรนด์การเป็นขาขึ้น ยังคงเป้าหมายปีนี้ที่บริเวณ 5,596 – 5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 86,000- 88,700 บาทต่อบาททองคำ
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ทองคำยังสามารถรักษาเทรนด์การเป็นขาขึ้น มาจาก 3 ด้าน ดังนี้
หนี้สาธารณะและปริมาณเงินในระบบจำนวนมหาศาล จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (หรือสกุลเงินกระดาษอื่นๆ) ด้อยค่าลง (Debasement) เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันทองคำยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น การขยายตัวของปริมาณเงิน M2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึงมีนาคม 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 40% ภายในเวลาเพียง 2 ปี หรือคิดเป็นการอัดฉีดเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองในทุนสำรอง เพราะไม่อยากพึ่งดอลลาร์เพียงอย่างเดียว (De-dollarization)
ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็น “ตัวเร่ง” (accelerator) ที่กระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากขึ้นรัฐบาลหลายประเทศ ต้องใช้การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้หนี้ที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นไปอีก นอกจากจะทำให้เกิดการเทขายเงินสกุลหลัก หรือ “กลยุทธ์การลงทุนป้องกันค่าเงินเสื่อม” ( debasement trade ) อีกทั้งยังทำให้หลายประเทศ “ไม่สามารถปล่อยดอกเบี้ยสูงได้มาก หรือ นานเกินไป” เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจะกระทบระบบการคลัง
อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้น สะท้อนจากการที่ราคายังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว (200วัน) ได้ต่อเนื่อง แต่ระยะกลางมองว่าจะยังคงอยู่ในรูปของการปรับฐาน (Correction) ระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 69,150 บาทอาจเกิดการย่อตัวแล้วดีดกลับ (pullbacks) หากการย่อตัวในระยะนี้ยังยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมองว่าราคาทองคำมีโอกาสดีดตัวทดสอบแนวต้าน แม้ว่าทองคำหลุด 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็มีโอกาสสูงที่การย่อตัวจะไม่ต่ำกว่า Low ปี 2026 ที่ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 4,890-4,765 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 75,200-73,250 บาท หากทะลุผ่านแนวดังกล่าวได้ มองขึ้นต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 5,400-5,285 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 83,000-81,250 บาท
” Upside ของทองยังไปได้อีกไกล หรือไม่ มองว่า “ยังมีพื้นที่” ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แต่จะไม่ใช่เส้นตรงขึ้นตลอด ตลาดจะแกว่งขึ้นและมีรอบพักฐานเป็นระยะ มี volatility สูงกว่าช่วงก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น” นางสาวฐิภา กล่าว
วันนี้ (15 พ.ค.69) สมาคมค้าทองคำประกาศเปลี่ยนแปลงราคาถึง 45 ครั้ง ณ เวลาประมาณ 17.09 น. ราคาลดลงบาทละ 1,450 บาท ทองคำแท่งรับซื้อ 70,300 บาท และขายออกที่ 70,500 บาท หลังจากทองโลกทรุดลงต่อ ซื้อขายที่ 4,560.50 ดอลลาร์ -124.80 ดอลลาร์ หรือ -2.66% เวลาประมาณ 19.42 น. ตามเวลาประเทศไทย
