โบรกเกอร์หวั่น HFT เทรดเสรี ไร้มาตรการคุ้มครองรายย่อย

HoonSmart.com >> โบรกเกอร์กังวล HFT เทรดเสรี ไร้มาตรการคุ้มครองรายย่อย พบการเปลี่ยนช่วงราคาหุ้นที่มีราคา 25-50 บาท ราคาขึ้นลง 0.10 บาท  เอื้อกลุ่มพลังงาน 

ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แถลงเตรียมยกระดับมาตรการการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพนั้น  โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเตรียมการปรับเกณฑ์ให้ลูกค้ากลุ่ม HFT ( High Frequancy Trade) สามารถทำการซื้อขายได้โดยเสรีไร้ข้อจำกัดมากขึ้น ดังรายละเอียด

1.ยกเลิกข้อจำกัดให้ HFT ที่ซื้อขายได้เฉพาะหุ้นใน SET 100  เป็นซื้อขายได้ทุกตัว

2.ยกเลิกการหน่วงเวลาในการยกเลิกคำสั่งซื้อขายของ HFT โดย HFT สามารถส่งคำสั่งซื้อขายและยกเลิกได้ทันทีได้โดยไม่ถูกจำกัดเรื่องเวลาที่ต้องตั้งคำสั่งค้างไว้เหมือนปัจจุบัน

3.ยกเลิกการขาย shot ที่จะส่งคำสั่งขายในราคาที่สูงกว่าราคาสุดท้ายที่มีการซื้อขาย  (Up Tick rule) ในหุ้นทุกตัวเป็นใช้กับหุ้นรายตัวที่ราคาปิดลดหรือเพิ่มเกินกว่าหรือเท่ากับ 10% ของราคาปิดก่อนหน้า ทั้งนี้จากข้อมูลการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ลูกค้ากลุ่ม HFT  จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมการขาย Short มากกว่ากลุ่มอื่น

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯแจ้งว่าสาเหตุที่ปล่อยให้ HFT ซื้อขายได้เสรีขึ้น เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯมีมาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพกับกลุ่มนี้แล้ว เช่น

1.ตลาดหลักทรัพย์ฯมีการปรับเปลี่ยนนิยามใหม่ของ HFT

2.จะดำเนินการให้ลูกค้ากลุ่ม HFT ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ

3. มีแนวทางในการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม โดยเปิดเผยรายชื่อผู้กระทำผิดกับ บล.สมาชิกทุกราย

4.จัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมกับ HFT ที่มีการส่งคำสั่งดังนี้

4.1 ส่งคำสั่งซื้อขายมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที

4.2 มีสัดส่วนการส่งคำสั่งเทียบกับคำสั่งที่ได้รับการจับคู่เกินกว่า 100 เท่า (ส่งคำสั่งซื้อขาย 100 คำสั่ง ไม่มีคำสั่งใดถูกจับคู่เลย)

กรณี HFT รายใดมีพฤติกรรมการซื้อขายตามข้างต้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เฉพาะส่วนที่เกินกว่า 30,000 คำสั่งต่อวัน จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 0.15 บาทต่อรายการ เช่น ถ้าส่งคำสั่งที่ 30,001-40,000 ก็จะเสียค่าธรรมเนียมให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นอีก 1,500 บาท ทุก 10,000 คำสั่งที่เพิ่มขึ้นจาก 30,000 คำสั่ง

5.ตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำการปรับเปลี่ยนช่วงราคา BID, OFFER ของหุ้น เฉพาะหุ้นที่มีราคาในช่วง 25-50 บาทให้แคบลง จากเดิมช่วงราคา 0.25 บาท จะเหลือเพียง 0.10 บาท (ลดช่วงราคาลงมาถึง 60%) ซึ่งจะกระทบกับหุ้นประมาณ 20 ตัวใน SET 100  โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, RATCH, PTTGC,TOP ฯลฯ

ทั้งนี้การปรับเกณฑ์นี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในหมู่โบรกเกอร์และลูกค้าว่า เป็นเกณฑ์ “เอาใจ” HFT โดยเฉพาะ และไม่มีนักลงทุนไทยอยู่ในสมการ การให้ HFT สามารถส่งคำสั่งและยกเลิกได้อย่างไร้ข้อจำกัด ก็ยิ่งจะทำให้โอกาสในการซื้อขายสำเร็จของนักลงทุนไทยเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ยังไม่นับรวมการให้ HFT สามารถซื้อขายได้ในหุ้นทุกตัว ก็เป็นการง่ายที่ HFT จะกำหนดทิศทางของทั้งตลาดหุ้นไทยได้โดยง่าย และการอ้างเหตุการผ่อนคลายแบบสุดซอยให้แก่ HFT นี้ เพราะตลาดหลักทรัพย์ได้เพิ่มเติมมาตราการอื่นแก่ HFT เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมกับรายการซื้อขายที่เกินกว่า 30,000 คำสั่งอีก 1,500 บาทต่อ 10,000 คำสั่ง ก็เป็นมาตรการที่ดูน่า ตลกขบขัน” คล้ายการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อยมาก สามารถเรียกได้ว่าเศษเงิน จนไม่มีผลใดๆทั้งสิ้นกับ HFT ซึ่งส่วนมากเป็นกองทุนหรือ บล.ขนาดใหญ่ในต่างประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ การลดช่วงราคาในบางราคาให้แคบลง จะยิ่งเป็นการทำให้การซื้อขายหุ้นในลักษณะเก็งกำไรของนักลงไทยลดลงอีกมากในหุ้นที่ถูกปรับลดช่วงราคาลงไปถึง 60%  เพราะต้นทุนในการซื้อขายของนักลงทุนไทยสูงกว่า HFT ในเรื่องค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายให้ บล. ในขณะที่ HFT เสียค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำมาก จนเกือบเป็นศูนย์ การที่ช่วงราคาแคบลงโดยเฉพาะกับหุ้นที่ active อาจทำให้นักลงทุนไทยไม่สามารถที่จะซื้อขายทำกำไรได้ในช่วงราคาเดียว แต่ HFT ก็ยังสามารถทำกำไรได้ เพราะต้นทุนการซื้อขายถูกมาก เสมือนการกำจัดนักเก็งกำไรไทยให้ออกไปจากสนามแข่งขัน

“ ถ้าตลาดหลักทรัพย์ฯใช้มาตรการตามที่ว่าเมื่อไหร่ เชื่อว่าสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนไทยจะลดลงอีกมาก เพราะสร้างความได้เปรียบในการซื้อขายให้กับ HFT เพิ่มขึ้นอย่างมาก เห็นชัดเจนว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีความคิดถึงผลประโยชน์ของนักลงทุนไทยในทุกมิติ เพราะทุกมาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังจะใช้ไม่มีสักข้อที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่นักลงทุนไทย ทุกวันนี้นักลงทุนไทยเสียค่าธรรมเนียมให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่ากับ HFT แต่ปริมาณการซื้อขายน้อยกว่ามาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอาจต้องคำนึงถึงรายได้ของตนเองเป็นหลักหรือไม่ HFT ตอนนี้เป็นลูกค้ารายใหญ่สุดของตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องเอาใจเป็นพิเศษหรือไม่”

“น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ตลาดหุ้นไทยซึ่งเคยเป็นตลาดหุ้นที่เป็นที่พึ่งพาสำหรับภาคธุรกิจในประเทศในการระดมทุนจากนักลงทุนไทย ได้สูญเสียศักยภาพในเรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ทุกวันนี้นักลงทุนไทยต้องหนีไปเล่นหุ้นต่างประเทศผ่านการซื้อขาย DR ไปสนับสนุนการเจริญเติบโตให้กับธุรกิจของประเทศอื่น เพราะหน่วยงานที่ควรเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตอย่างยังยืน เป็นแหล่งลงทุนที่มีประสิทธิภาพเหมือนในอดีต กลับไม่มีนักลงทุนไทยในทุกสมการ แม้ว่าปากของทุกหน่วยงานจะพูดว่า เราจะส่งเสริมการซื้อขายที่เป็นธรรมให้เกิดกับนักลงทุนไทย แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกมาตรการที่ออกมา ล้วนแล้วแต่จะทำให้นักลงทุนไทยเสียเปรียบในการซื้อขายหุ้นในประเทศของตัวเองมากขึ้นๆ” โบรกเกอร์ กล่าว