HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยตลาดทุนไทยเริ่มมีเสน่ห์ ดึงฟันด์โฟลว์ได้ดี ลดความเสี่ยงปรากฎการณ์ขายหุ้นเดือนพ.ค. เหตุตัวเลขการลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตแข็งแกร่ง มูดี้สปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต นโยบายรัฐชัดเจน ลุ้นน้ำหนักหุ้นไทยไต่เข้าเส้นดัชนี MSCI หลังดัชนีพุ่ง 21% หนุนมาร์เก็ตแค็ปใหญ่ เตรียมนำ 5 บริษัทโรดโชว์ยุโรป
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 พ.ค. 2569 ปิดที่ 1,507.53 จุด ลดลง 9.38 จุด สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,500 จุดได้ โดยระหว่างวันขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,527.17 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 81,704.48 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,703.45 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 2,674.83 ล้านบาท
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองแนวโน้มตลาดทุนไทยเดือนพ.ค. 2569 ยังอยู่ในเทรนด์การฟื้นตัวที่มีนัยสำคัญ เห็นได้จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นธีมหลักที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม
ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเมื่อคำนวณถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ดัชนีปรับตัวบวกเพิ่มขึ้นถึงกว่า 21% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่สูงและมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดในเอเชียเหนืออย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ แม้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเริ่มมีการปรับตัวเร่งขึ้นมาแซงหน้า
ตลาดหุ้นไทย มีเสน่ห์มากพอในการตรึงกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ จะเห็นว่าสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปกติอยู่ที่ระดับ 54% โดยเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาไหลออกเพียง 2,000 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนให้ความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานที่เคยมีความไม่แน่นอนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ
รวมถึง มูดี้ส (Moody’s Ratings) มีการปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ของประเทศไทยสู่ “มีเสถียรภาพ”(Stable) จาก “เชิงลบ”(Negative) สะท้อนสถานะการคลังของประเทศมีเสถียรภาพ และฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกรง
ทำให้นักลงทุนมองข้ามตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้ที่จะโตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และเริ่มชิน หรือ รับรู้ข้อมูลสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง หันมาให้น้ำหนักกับพื้นฐานของประเทศ และ บริษัทจดทะเบียน ที่มีการประมาณการกำไรสุทธิในช่วง 12 เดือนข้างหน้าที่มีการปรับขึ้นเล็กน้อย จากความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีในช่วงราคาพลังงานเพิ่มขึ้น
จากการที่ดัชนีหุ้นไทยมีการปรับเพิ่มขึ้นกว่า 21% และประมาณการกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้าดีขึ้น ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ Market Cap มีขนาดที่โตขึ้น จึงมองว่าเป็นพัฒนาการด้านบวกของตลาดหุ้นไทย ในการมีน้ำหนักที่อาจเป็นไปตามเกณฑ์การคำนวณดัชนี MSCI ที่จะมีการรีบาลานซ์ (Rebalance) ในรอบกลางเดือนพ.ค.นี้ หลังจากที่หลุดเกณฑ์ไปในช่วงก่อนหน้าเพราะตลาดอินเดียและเวียดนามมีการเติบโตขึ้นมาแซง
อย่างไรก็ตาม แม้รอบเดือนพ.ค.นี้ อาจจะยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ในระยะยาวหากตลาดหุ้นไทย บริษัทจดทะเบียนไทย ยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จะหนุนให้ตลาดหุ้นไทยสามารถเข้าไปอยู่ในดัชนี MSCI ได้
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ “Sell in May” ที่เกิดขึ้นในทุกๆ ปี ปีนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือน้อยมาก ซึ่งได้แรงหนุนจากการลงทุนทางตรง หรือ FDI ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในอุตสาหกรรมใหม่ หรือ New Economy ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำงานใกล้ชิดกับ BOI ในการดึงดูด 10 อุตสาหกรรมใหม่ และ Tech Scale-up เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดว่าภายในไตรมาส 3 นี้จะมีความชัดเจนเรื่องกรอบ เกณฑ์ และเงื่อนไข ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพื่ออุดช่องว่าง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ปรับลดการพึ่งพาพลังงานแบบเดิมใช้พลังงานสะอาด สนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และช่วยสร้างโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ในตลาดทุน ผ่านการระดมทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Financing) เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะและนำเงินมาต่อยอดเมกะโปรเจกต์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนสถาบันที่มองหา Long-term Yield ที่มั่นคงจากสินทรัพย์พื้นฐานของประเทศ
ทีมเศรษฐกิจของภาครัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอ “Story” เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการประกาศลงทุน Data Center ของ TikTok ในไทย เป็นเครื่องยืนยันว่า Thailand Story กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ภายใต้บริบทของ Digital Transformation ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้า Thailand Story ด้วยการพาบริษัทจดทะเบียนไทย 5 แห่งไปนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนที่ยุโรป กับ 2 สถาบันการเงินระดับโลก ที่จะมีการจัดงานให้ข้อมูลแก่นักลงทุน
