HoonSmart.com >> GULF สร้างสถิติใหม่ กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9,326 ล้านบ. เติบโต 43% YoY จากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS “ยุพาพิน วังวิวัฒน์” ซีเอฟโอ ส่งสัญญาณ Q2 ดีต่อเนื่อง รับกำไรขายโรงไฟฟ้าปากลาย 51% มูลค่า 1,900 ลบ. เงินปันผล KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท เสริมสร้างกระแสเงินสดและผลดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 สิ้นสุด 31 มี.ค. 2569 มีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จาก 32,344 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จาก 6,506 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 614 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 เติบโต 251% จาก 175 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 เนื่องจากโครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะ GNS มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4% ในไตรมาส 1/2568 เป็น 32% ในไตรมาสนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม และสิ่งทอ โดยมี load factor เฉลี่ยสำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจาก 56% ในไตรมาส 1/2568 เป็น 62% ในไตรมาสนี้

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น โดย GSRC มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 55% ในไตรมาส 1/2568 เป็น 80% ในไตรมาส 1/2569 ในขณะที่ GPD มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 55% ในไตรมาส 1/2568 เป็น 76% ในไตรมาสนี้
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 208 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 30 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 1/2568 เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection (PJM) แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าในไตรมาส 1/2569 จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากระยะเวลาในการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นในไตรมาสนี้
ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มไตรมาสจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems: solar BESS) ในประเทศ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ ในช่วงปลายปี 2568 รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 597 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการ solar farms และ solar BESS ที่ทยอยเปิดดำเนินการไปแล้วรวม 12 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,129 เมกะวัตต์
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแม่โขงในประเทศเวียดนาม บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ที่ 7.2 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้าเดิมที่เคยถูกปรับลดลงชั่วคราวมาอยู่ที่ 3.9 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งผลให้ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ บันทึกรายได้ค่าไฟย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ถึงเดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 636 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนีจำนวน 381 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 79% จาก 213 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 โดยมีสาเหตุมาจากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 9.2 เมตร/วินาที ในไตรมาส 1/2568 เป็น 10.3 เมตร/วินาที ในไตรมาสนี้
อีกทั้ง บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) จำนวน 50 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งพลิกจากผลขาดทุนจำนวน 30 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนราคาไม้เฉลี่ยที่ลดลงจาก 1,155 บาท/ตัน ในไตรมาส 1/2568 เป็น 668 บาท/ตัน ในไตรมาสนี้
อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกชดเชยจากส่วนแบ่งกำไร core profit ที่ลดลงจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul โดยส่วนแบ่งกำไรปรับตัวลดลง 43% จาก 226 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 เป็น 130 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 จากความเร็วลมเฉลี่ยที่ลดลงจาก 6.4 เมตร/วินาที ในไตรมาส 1/2568 เป็น 5.0 เมตร/วินาที ในไตรมาสนี้ ประกอบกับค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยที่ลดลงจาก 0.29 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในไตรมาส 1/2568 เป็น 0.06 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในไตรมาส 1/2569
ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 124 ล้านบาท ลดลง 49% จาก 242 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ เนื่องมาจากราคาน้ำมันเตาที่สูงขึ้น แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงในสัดส่วนที่สูงกว่าราคาน้ำมันเตาที่ลดลง โดยราคาน้ำมันเตาเฉลี่ยลดลงจาก 76.4 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาส 1/2568 เป็น 74.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาสนี้
สำหรับธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 18 ลำ หรือประมาณ 1.2 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจำนวน 204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% จาก 85 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นและการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization
ไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก 3,314 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจ Fixed Broadband ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงจากต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่ลดลง ทั้งนี้ เนื่องจากการควบรวมธุรกิจระหว่าง GULF และ INTUCH แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัทฯ จึงได้เปรียบเทียบการรับรู้กำไรจาก AIS ในไตรมาส 1/2569 กับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนของไตรมาส 1/2568 บนสมมติฐานว่าบริษัทใหม่ถือหุ้นใน AIS ในสัดส่วนร้อยละ 40.44 ตั้งแต่ต้นปี 2568
ไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับ 12,699 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 ในขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของ
บริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จาก 6,564
ล้านบาท โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลงจาก 31.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็น 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท และ
ส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.91 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.85 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จากหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 35,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัทฯ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน ทั้งจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน
ประกอบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่า Capacity Payment ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center ในตลาด PJM นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ จะรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้รายได้จากเงินปันผลรับจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว สำหรับธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) รวมถึงโครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ data center
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาเพื่อกระจายไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งขยายฐานการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในยุโรปและสหราชอาณาจักร พร้อมแผนจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการลงทุนและขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นอกจากการเติบโตในธุรกิจพลังงานแล้ว บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจดิจิทัล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนา data center ระดับ hyperscale และตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft เพื่อพัฒนาบริการคลาวด์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้า SMEs หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google, Kore.ai และ Agibot เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”

อ่านข่าวอื่นๆ : https://hoonsmart.com/archives/417122
