SCGC+GC ปิโตรฯชั้นนำ หยุดขาดทุน กูรูมองบวก SCC อัพเป้ากำไร-ราคาหุ้น

HoonSmart.com>>”ปูนซิเมนต์ไทย” (SCC) เร่งศึกษาร่วมทุน SCGC-GC หากดีลเกิด รวมโรงปิโตรฯในไทย 2+5 ใหญ่ระดับภูมิภาค เด่นต้นน้ำยันปลายน้ำ เลิกขาดทุน มีกำไรพิเศษเพิ่มมูลค่าหุ้น Q2 ปิโตรฯกำไรสต๊อกต่อ ธุรกิจหลักแจ่ม เกาะกระแสโลก กรีน-HVA-นวัตกรรมเด่น ช่วยลูกค้าก่อสร้างโครงการใหญ่ต้นทุนต่ำ เลิกเสาใหญ่ เป็นเสาแข็งแรง ลุยแผน 2 ปี  ยืนเป้าปีนี้ลงทุน 3 หมื่นล้านบาท EBITDA 5.5 หมื่นล้านบาท  ไตรมาส 2 โตต่อ ครึ่งปีหลังไม่แน่ใจ  นักวิเคราะห์แห่เชียร์ซื้อ อัพเป้าราคาหุ้น

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) เปิดเผยว่า การศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมทุนระหว่าง SCGC และบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) สำหรับธุรกิจโอเลฟินส์ และโพลิโอเลฟินส์ จะทราบผลไตรมาสที่ 3/69 หากเดินหน้าจะมีการรวมโรงปิโตรเคมีในไทย ของบริษัทฯ 2 แห่ง และ GC มี 5 แห่ง จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน (synergy) โดย GC มีจุุดแข็งด้านต้นน้ำ เช่น การใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย และการมีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน  SCGC ก็มีจุดแข็งปลายน้ำ คือ การมีนวัตกรรม มีพอร์ตที่เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVA) และความยืดหยุ่นที่สูงขึ้น ทำให้ทั้งสองบริษัทจะไม่ประสบปัญหาขาดทุนเหมือนที่ผ่านมา หรือขาดทุนน้อยที่สุด ส่วนโครงการ LSPE ที่เวียดนาม ก็เป็นไปตามแผนถังเก็บก๊าซอีเทนเสร็จปลายปี 2570 เพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

” เราคิดมานานแล้ว เรื่องการร่วมลงทุนกับ GC เพราะธุรกิจปิโตรเคมีขึ้นลงตามวัฎจักร แต่ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ที่เกาหลีและญี่ปุ่นก็มีการรวมกัน หากดีลเราเกิดขึ้น คาดว่ากระบวนการทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 12 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ แม้มีกำลังการผลิตที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็คิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับตลาดรวมในภูมิภาค เรื่องราคาขายจะตั้งเองสูงๆไม่ได้ เรารู้เฉพาะเรื่องต้นทุน แต่การกำหนดราคา  จะอ้างอิงกับดัชนีราคาในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนอุปทานและอุปสงค์จากการซื้อขายจริง ที่สำคัญยังมีตัวแทนขายจากต่างประเทศเยอะแยะ เข้ามาหาลูกค้าในเมืองไทย”นายศักดิ์ชัยกล่าว

ส่วนผลการดำเนินงานของ SCGC ในไตรมาสที่ 1/69 กำไรสต๊อก 4,172 ล้านบาทและไตรมาสที่ 2 ก็ยังมีกำไรสต๊อก  หากยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ส่วนกำไรหลักในเดือนมี.ค.ขาดทุน เพราะมีค่าใช้จ่ายของโรงลองเซินเกิดขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงมาก ทำให้สเปรดที่เคยอยู่ได้ 300-320 ดอลลาร์ ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ต้องให้สเปรดขึ้นมา 500-540 ดอลลาร์ ส่วนการตัดสินใจปิด 2 โรงชั่วคราว เพราะนอกจากไม่มีวัตถุดิบ จากที่เคยนำเข้า 70-80% ส่วนใหญ่มาจากช่องแคบฮอร์มุซ  เมื่อเส้นทางปิด ราคาถูกชาร์จเพิ่มขึ้นหลัก 100 ดอลลาร์ แม้จะพยายามหานอกตะวันออกกลางก็ตาม ขณะที่ราคาขายจะค่อยๆปรับขึ้นและดูแลอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศเป็นลำดัเบแรก เช่น อาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ ยา ขณะที่สงครามตะวันออกกลาง โรงปิโตรเคมีถูกทำลาย ซัพพลายหายไปประมาณ 20% และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีถึงจะกลับมาผลิตได้  หลังจบสงคราม ธุรกิจปิโตรเคมีจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว

SCC:ปีนี้ยืนเป้า EBITDA กว่า 5.5 หมื่นล้านบาท เขย่างบลงทุน 3 หมื่นล้าน 

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCC)  เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทยังคงเป้าหมาย EBITDA มากกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ไตรมาส 1 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 คาดยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ช่วงครึ่งปีหลังไม่แน่ใจ ยังต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด จึงไม่รีบปรับประมาณการทั้งปีในขณะนี้

สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ ยังคงงบประมาณไว้ที่ 30,000 ล้านบาท  แต่จะปรับแผนการลงทุน เน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเร็ว อาทิ การลงทุนด้านพลังงาน รวมถึงกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของ SCGC และ GC เพื่อให้มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่พอจะแข่งขันกับคู่แข่งในระดับโลกได้

เดินหน้าแผนระยะสั้นและยาว 2 ปี 

นายธรรมศักดิ์คาดว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางจะยืดเยื้อต่อจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ จึงตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้ง “แผนระยะสั้น” บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น เพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสแรกที่ 67,137 ล้านบาท

ส่วนแผนระยะ 2 ปี (2569-2570) มุ่งสร้างกล้ามเนื้อ บริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท  พร้อมเดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผนเมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570  คาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท  ตลอดจนผลักดันสินค้ากรีน-สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA)  รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว

นวัตกรรมเด่น!ช่วยลูกค้าลดต้นทุนก่อสร้างได้ 

นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า ในข่วงนี้ต้นทุนของสินค้าและบริการสูงขึ้น แต่ลูกค้ามีทางออกเพียงขอให้มาปรึกษาหรือพูดคุยกัน  ยกตัวอย่าง กรณีมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มาออกแบบร่วมกัน เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่ ไม่จำเป็นจะต้องสร้างเสาขนาดใหญ่ สามารถสร้างเสาที่เล็กลงแต่มีความแข็งแรงมาก รับรองว่าจะไม่ถล่มลง

ไตรมาสแรก 4 ธุรกิจหลัก’กำไรดี’

ผลประกอบการในไตรมาส 1/ 2569  ทุกธุรกิจมีการเติบโตที่ดี

1.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดในภูมิภาคอาเซียนและโครงการภาครัฐ ทำให้บริษัทเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ มีกำไร 2,136 ล้านบาท

2.บริษัท SCGC กำไร 1,078 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น

3.ธุรกิจแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง  หนุน SCGP มีกำไร 1,566 ล้านบาท

4.ธุรกิจพลังงานสะอาด บริษัทเอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ มีกำลังการผลิตสะสมของโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์ (MW)

“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง SCC จะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง ‘เข้มข้น’ และ เร่ง ‘เสริมแกร่ง’ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ ‘เข้มแข็ง’ ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินยัง ‘แข็งแกร่ง’ มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป”นายธรรมศักดิ์กล่าว

นักวิเคราะห์เชียร์ซื้อ SCC ‘เพิ่ม-รอปรับ’ราคาหุ้น 

บล.มอร์แกน สแตนลีย์ ยังคงคำแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักลงทุน”หุ้น SCC ให้ราคาเป้าหมายที่ 270 บาท  หลังไตรมาส 1/2569 กำไรหลักสูงถึง 3,000  ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีและการสร้างกระแสเงินสดอิสระดีกว่าที่คาด  นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากความเป็นไปได้ในการร่วมธุรกิจกับ GC  หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย

” SCC ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ทยอยดีขึ้นและโอกาสในการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสุนการเติบโตและประเมินมูลค่าหุ้นในระยะถัดไป”บล.มอร์แกน สแตนลีย์ระบุ

บล.ฟินันเซีย ไซรัสมองบวก SCC  กำไรสุทธิไตรมาสแรกที่  6,223 ล้านบาท ดีกว่าคาด 34% และดีกว่า Bloomberg consensus คาดราว 25% จากกำไรสต็อกที่สูงกว่าคาดมาก ส่วนกำไรปกติดีกว่าคาดเล็กน้อย แนวโน้มไตรมาสที่ 2 น่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากสเปรดปิโตรฯที่ยังสูง แม้ว่าสงครามจะยุติลง โรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางหลายแห่งที่เสียหายหนักและใช้เวลาซ่อมแซมเป็นปี สำหรับครึ่งปีหลังมีโรงงาน MOC แห่งเดียวเดินการผลิต เชื่อว่าสเปรดยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยประคองกำไรให้อยู่ในระดับดีได้ ดังนั้น แม้กำไรปกติในไตรมาสแรกคิดเป็น 16% ของประมาณการทั้งปี จึงยังคงประมาณการไว้ก่อน  คงคำแนะนำซื้อ และราคาเป้าหมาย 250 บาท

บล.เอเซียพลัสมอง SCC  ไตรมาสแรกมีกําไรจากการดําเนินงานอยู่ที่ 1,816 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทุกกลุ่มธุรกิจดีขึ้น จึงปรับเพิ่มราคาเหมาะสมจาก 220 บาทเป็น 250 บาท จากมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะยาวของธุรกิจปิโตรเคมีที่ปรับดีขึ้นเป็นหลัก แม้มีความเสี่ยงช่วงสั้นคือแนวโน้มกําไรไตรมาสที่ 2ที่อาจอ่อนตัว รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง

บล.บัวหลวงมองบวกแนวโน้มสเปรดราคาปิโตรเคมีทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2569 และอุปสงค์ธุรกิจปูนซีเมนต์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งในไทย(โครงการสาธารณูปโภคของภาครัฐ) และอาเซียนนำโดยเวียดนามและกัมพูชา บริษัทจะดำเนินโครงการลดต้นทุนและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง โดยยังคงเป้าหมายรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับโครงสร้างธุรกิจในปีนี้ราว 4,300 ล้านบาท (ที่ทำไปในปี 2568)

“การฟื้นตัวของผลการดำเนินงานปีนี้น่าจะหนุนราคาหุ้นต่อไป นอกจากนี้การปรับเพิ่มขึ้นของส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจากผลกระทบของสงครามอาจสร้างอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2569 จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 260 บาท”บล.บัวหลวงระบุ

บล.กรุงศรี คงแนะนำซื้อหุ้น SCC  ให้ราคาเป้าหมาย 245 บาท รอปรับประมาณการหลังประชุมนักวิเคราะห์ ผลของการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานในปี 2569  คงมุมมองระยะยาวบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากวงจรฟื้นตัวของปิโตรเคมีส่งให้กําไรฟื้นต่อเนื่องในระยะยาวและอาจมีupside จากการร่วมทุนกับ GC

บล.ดาโอให้คำแนะนำซื้อ SCC เป้า 250  บาท และถือ PTTGC  เป้า 25  บาท

ทางด้านราคาหุ้น SCC ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ปิดที่ 240 บาท บวก 12 บาทหรือ +5.26% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 4,707.99 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569