HoonSmart.com >>เกมส์แล้ว !!! “หมอ สรณ” อดีตประธาน กสทช. รอวันโดนปลด หลังจากศาลปกครอง ไม่รับฟ้องคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 8 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ตามที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ ศ.นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ “หมอ สรณ” ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดยหมอ สรณ ขอให้ศาลพิจารณาคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ที่วินิจฉัยว่า หมอ สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธานกสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยขอให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
จากคำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๙๐/๒๕๖๙ โดยศาลมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง นั้น ได้บรรยายถึงกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายไว้ให้อย่างชัดเจน กรณีการพ้นจากตำแหน่ง ตาม มาตรา 18 และ มาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งการขัดตามมาตรา 8 วรรค 2 เป็นกรณีที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 20 วรรค หนึ่ง (5) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง โดย ให้มีผลนับแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน คือตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565
ประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อมีพระบรมราชโองการแล้ว ถือว่าครบตามขั้นตอนก็ให้มีผลว่าไม่เคยเป็น กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 2565 ดังนั้น หากไปดำเนินการอนุมัติ เรื่องใด ๆ อีกในช่วงนี้ ก็จะถูกยกเลิก เพิกถอนโดยผลของกฎหมายไปด้วย
ดังนั้น การหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหาย ย่อมเป็นการกระทำที่ถูกต้องที่สุด เพราะเมื่อตนเองทราบว่า ขาดคุณสมบัติไปแล้วตั้งแต่วันที่ คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๖๙ สภาพทางกฎหมายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แล้ว เพราะหมอ สรณ และ กรรมการกสทช. ทุกท่านได้รับทราบแล้วก็ควรยุติการกระทำใด ๆ
เพราะระหว่างช่วงเวลานี้เป็น เพียงแต่รอกระบวนการปลดตามขั้นตอนให้ครบ จะฝืนไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เทียบเคียงกับการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น เมื่อตรวจสอบสรุปผลเป็นที่สุดแล้ว ก็ต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อนเลย ส่วนจะไปฟ้องร้องดำเนินคดี หลังจากนั้น ก็เป็นเรื่องของการต่อสู้ทางกฎหมายของแต่ละคน จะฝืนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อย่างไร
ข้ออ้างเรื่อง “สุญญากาศ” เป็นข้ออ้างที่ไม่จริง เพราะแกนของข้ออ้างคือ หากตนหยุด งานขององค์กรจะหยุดตาม แต่กฎหมายและระเบียบได้วางกลไกรองรับไว้ครบถ้วนแล้ว
(ก) การเป็นประธานในที่ประชุม — ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ๒๖ กำหนดให้ที่ประชุมเลือกกรรมการท่านหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน และมีบรรทัดฐานที่ปฏิบัติมาแล้วอย่างน้อยสองกรณี ทั้งกรณีติดภารกิจรักษาพยาบาล (ครั้งที่ ๑๙/๒๕๖๕) และกรณีมีส่วนได้เสียในวาระควบรวมกิจการ (ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๖)
(ข) การลงนามในประกาศและใบอนุญาต — มาตรา ๒๓ วางหลักว่า กสทช. อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติงานแทนได้ และมีบรรทัดฐานในสมัย พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ที่ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นลงนามแทน โดยศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดรองรับแล้วว่าดำเนินการได้โดยชอบ
(ค) กสทช. เป็นองค์กรกลุ่ม — อำนาจอยู่ที่คณะกรรมการ มิใช่ที่ตัวประธาน ประธานมีหน้าที่กำกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมติของคณะ มิได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะตัว
ข้อสรุป: สุญญากาศที่อ้างถึง ไม่ได้เกิดจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่เกิดจากการที่สำนักงาน กสทช. ไม่ยอมจัดให้มีการประชุมโดยอาศัยกลไกที่มีอยู่แล้ว ข้ออ้างเรื่องความจำเป็น จึงเป็นการสร้างเหตุขึ้นเองแล้วอ้างเหตุนั้นเป็นเหตุผล
การที่มี่คำสั่งไม่รับฟ้องของศาล ออกมาเช่นนี้ เป็นการยืนยัน ขั้นตอนและกระบวนการที่ต้องทำ เพื่อให้ หมอ สรณ ที่่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายพ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้มีประเด็นหักล้างว่า “หมอ สรณ” ไม่ได้กระทำการขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด กลับเป็นการเร่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการกระการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบเพื่อปลดผู้กระทำผิดให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขั้นเสียมากกว่า
