HoonSmart.com>>บี.กริม เพาเวอร์ คาดปี’69 ผลการดำเนินงานกำไรดีต่อเนื่อง หลังปรับสูตรค่าไฟ รายได้ดาต้าเซ็นเตอร์-มาเลเซีย เข้าบางส่วน ขยายธุรกิจให้บริการเครื่องทำความเย็น ปรับต้นทุนการเงิน เตรียมออกหุ้นกู้ 1 แสนล้านบาท ใช้รีไฟแนนซ์ คุมค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้านเหตุการณ์ตะวันออกกลางคุมได้ กระทบต้นทุนน้อยกว่ายุครัสเซีย-ยูเครน ส่วนแผนระยะยาวคาดกำไรปี’73 แตะ 4,000 – 5,000 ล้านบาท พลังงานหมุนเวียนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 50% ของพลังงานทั้งหมด ทำรายได้ 40% ของรายได้รวม
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) พร้อมด้วยทีมผู้บริหารระดับสูง กล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า ปี 2569 คาดว่าจะมีกำไรดีต่อเนื่อง หลังจากเผชิญความท้าทายจากผลประกอบการในช่วงผ่านมาซึ่งขาดทุนจากธุรกิจนำเข้าแก๊ส โดยบริษัทได้ขยายธุรกิจใหม่ในด้าน Data Center ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทลงทุนและบริหารเองอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการร่วมลงทุนกับผู้อื่น ทำให้มีความเชี่ยวชาญตั้งแต่การออกแบบระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการหาลูกค้า ซึ่งจะมีการต่อยอดจากประสบการณ์ด้านระบบปรับอากาศที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1962 โดยพัฒนาเป็นบริการ Cooling as a Service ให้ลูกค้าไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องปรับอากาศเอง แต่จ่ายตามการใช้งานน้ำเย็นหรืออากาศเย็นที่ผลิตได้ ซึ่งธุรกิจนี้ B.Grimm Power จะถือหุ้นใหญ่ และ B.Grimm Technology จะถือหุ้นเล็ก ถือเป็นการขยายธุรกิจที่แตกต่างจากคู่แข่งที่มักซื้อหุ้นในโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมปรับสูตรการคำนวณค่าไฟของโครงการ SPP โดยนำสูตร Gas Link Formula มาใช้เพื่อส่งผ่านต้นทุนก๊าซไปยังค่าไฟ บริษัทฯ กำลังเจรจากับลูกค้าภาคอุตสาหกรรมในสัดส่วน 7% ของพอร์ตโฟลิโอ หรือ ประมาณ 400 เมกะวัตต์ เพื่อให้เปลี่ยนมาใช้สัญญาที่อ้างอิงกับราคาก๊าซโดยตรง ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากนโยบายรัฐและการเปลี่ยนแปลงของค่า FT โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนหลังเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป
ขณะที่ สัญญาอีก 93% มีการทำสัญญาระยะยาวหรือสัญญาที่มีการส่งผ่านต้นทุนก๊าซไว้อยู่แล้ว ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงในกระแสเงินสดให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนเหตุการณ์ตะวันออกกลาง ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแก๊สมากนัก เพราะปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยถึง 70% ในการผลิตไฟฟ้า นำเข้า LNG ประมาณ 10% ซึ่งใน 10% นี้ มีการกระจายออกไปในหลายรูปแบบสัญญา ทั้งสัญญาระยะยาว และสัญญา Spot หรือราคาตลาดจร จากประเทศอื่นๆ ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจนำเข้า LNG ยังมีมาร์จิ้นพอสมควร ประกอบกับ เหตุการณ์ครั้งนี้ดันราคาก๊าซเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ต่างจากช่วงสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาขึ้นไปกว่า 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ในปลายปีนี้จะรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟในธุรกิจ Data Center 48 เมกะวัตต์ และอีก 48 เมกะวัตต์ จะรับรู้ในปี 2570 และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตในสายงานนี้ เป็น 300 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าธุรกิจนี้จะสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วน 10% ของรายได้รวมภายในระยะเวลาดังกล่าว
โครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่มาเลเซีย ได้ COD ไปแล้วกว่า 200 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการในมืออยู่ระหว่างพัฒนาอีกประมาณ 600-700 เมกะวัตต์ ซึ่งตลาดพลังงานในมาเลเซีย มีศักยภาพสูง ความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งบีกริม ได้จัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจด้านก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพื่อนำเข้าและตัวแทนจำหน่าย รองรับความต้องการพลังงานในมาเลเซีย
นอกจากนี้ ยังมีแผนลดต้นทุน ทั้งการลดค่าใช้จ่ายภายใน และการเลื่อนบางกิจกรรมที่ไม่เร่งด่วน การทำ Load Optimization ของโรงไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ยังจะมีการปรับโครงสร้างเงินทุน โดยปีนี้ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้วในการออกหุ้นกู้ 100,000 ล้านบาท โดยจะนำมารีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปีนี้มูลค่า 4,500 ล้านบาท จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และที่เหลือจะเป็นการนำไปลงทุนและพัฒนาตามแผนที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว โดยจะใช้เงินจากสภาพคล่องของบริษัทเองประมาณ 48,000 ล้านบาท
ส่วนการลงทุนในตะวันออกกลาง อยู่ที่ ซาอุดิอาระเบีย และ ยูเออี ร่วมกับพาร์ทเนอร์ เป็นการลงทุนในโซล่าร์รูฟท็อป จึงไม่ได้รับผลกระทบ และยังไม่มีแผนเพิ่มการลงทุนในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ เชื่อว่าการปรับโครงสร้างรายได้และการเงิน จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทลดลงจาก 1.9 เท่า เหลือ 1.5 เท่าในปี 2569 นี้ และช่วยลดความผันผวนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาก๊าซ และนโยบายภาครัฐ พร้อมสร้างความมั่นคงด้านกำไรและ margin ได้ดีต่อเนื่อง
สำหรับ แผนระยะยาว ปี 2573 คาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,000-5000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ระดับ 2,143 ล้านบาท โดยพลังงานหมุนเวียนจะอยู่ที่ 10,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 50% ของพลังงานทั้งหมด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6,100 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 31% ด้านสัดส่วนรายได้ของพลังงานหมุนเวียนปี 2573 จะอยู่ที่ 40% ของรายได้ทั้งหมด โดยอยู่ระหว่างเดินหน้าขยายโครงการทั้งในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่สหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการจากศูนย์ (Greenfield) ที่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์สูง
บริษัทฯเดินหน้าขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนต่อเนื่อง และเป็นการลงทุนแบบสร้างโรงไฟฟ้าเองเริ่มจากศูนย์ โดยรัฐบาลหลายประเทศมีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดและต้องการผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตครบถ้วน ซึ่งปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่ได้รับครบถ้วนและสามารถเดินหน้าสร้างโครงการได้จริง ที่เกาหลีใต้บริษัทได้สร้างโครงการพลังงานทั้งบนบก ทั้งลมและแสงอาทิตย์เสร็จแล้ว ขณะที่โครงการในทะเลกำลังใกล้เสร็จสมบูรณ์ ส่วนที่ญี่ปุ่นบริษัทได้รับสัมปทานโครงการพลังงานลมขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยโครงการคูชินาชิก็สร้างเสร็จแล้วและมีแผนต่อเนื่อง
ในฟิลิปปินส์ บริษัทสามารถเจาะตลาดได้แม้มีการแข่งขันสูง โดยมีโครงการรวมกว่า 1,000 เมกะวัตต์ และสร้างเสร็จแล้วกว่า 60 เมกะวัตต์ ขณะที่เวียดนามบริษัทได้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังการผลิต 420 เมกะวัตต์ และอีก 257 เมกะวัตต์ แม้ยังมีความไม่แน่นอนด้านนโยบาย แต่โครงการที่ดำเนินการอยู่สร้างผลกำไรได้ดี
มาเลเซีย บริษัทได้รับสัมปทาน 1,500 เมกะวัตต์ และสร้างเสร็จแล้ว 750 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการกระจายอยู่ทั้งเพนนินซูลาร์มาเลเซีย ซาบาห์ และซาราวัก ซึ่งบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ ในมาเลเซียยังมีการลงทุนด้านพลังงานก๊าซ IBT โดยเริ่มจากการถือหุ้น 25% และมีแผนเพิ่มเป็น 49%
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในออสเตรเลียที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยกรรมการบริษัทเข้าร่วมดูแลอย่างจริงจังทั้งด้านความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยง
ขณะที่เมียนมาร์ยังไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม สำหรับตะวันออกกลางบริษัทมีการร่วมทุนกับพันธมิตรที่ดีแต่ยังไม่ขยายมากนัก
ด้านยุโรปบริษัทได้รับสัมปทานในอิตาลีถึง 1,000 เมกะวัตต์ และในสหรัฐอเมริกาเริ่มจากโครงการพลังงานน้ำ 39 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่มีการต่อต้านและสร้างผลกำไรได้ดี
บริษัทได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรต่างประเทศเนื่องจากมีทีมงานมืออาชีพและเข้าใจการบริหารโครงการ โดยยังมีความเชี่ยวชาญด้านโซลาร์บนน้ำที่สร้างให้ทั้งลูกค้าและโครงการของตนเอง รวมกำลังการผลิตเกือบ 100 เมกะวัตต์ แม้ในสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศมีเพียง 8 เมกะวัตต์ สะท้อนถึงศักยภาพและโอกาสมหาศาลในอนาคตที่บริษัทเชื่อว่าจะสามารถขยายการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ปัจจุบัน บริษัทฯได้รับความสนใจจากลูกค้าในหลายประเทศที่ต้องการซื้อไฟฟ้าจากบีกริม สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคตที่ยังเปิดกว้าง
