HoonSmart.com>> CGSI ชี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ อาจสำรองหนี้สูญเพิ่ม 0.20-0.30% หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯนานกว่า 6 เดือน เป้ากำไรปี 69 อาจมี downside 2.6-3.9% ด้าน “งบดุล” แข็งแกร่งช่วยลดผลกระทบ ผลตอบแทนเงินปันผลสูง ชูหุ้นเด่น SCB , KTB วันนี้น้ำมันปรับตัวขึ้นแตะ 100 เหรียญก่อนย่อลง ไม่สน IEA มีมติระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ 400 ล้านบาร์เรล ด้านหุ้นไทยปิดไฮ พุ่งขึ้น 22.46 จุด +1.60%รับรัฐบาลใหม่มาเร็วกว่าคาด
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลเป็นเวลา 6 เดือน เชื่อว่าผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของสินเชื่อและกำไรของธนาคารพาณิชย์น่าจะมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเน้นทำธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อในประเทศเป็นหลัก รวมทั้งมีพอร์ตสินเชื่อที่กระจายไปยังธุรกิจต่างๆในหลายอุตสาหกรรม
กลุ่มธนาคารที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯศึกษารวม 8 แห่ง พบว่า BBL มีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศสูงที่สุดราว 23% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 4/68 อย่างไรก็ตาม สินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย, จีน และไต้หวัน ส่วนธนาคารอื่นมีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศน้อยกว่ามากหรือเพียง 3-5% ของยอดสินเชื่อรวม
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธนาคารอาจตั้งสำรองพิเศษหรือตั้งสำรองผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) แบบ management overlay สะท้อนความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลการวิเคราะห์ ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) แสดงให้เห็นว่าอัตราการสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นทุก 10bp จะทำให้ ประมาณการกำไรสุทธิรวมในปี 69 ของธนาคาร 8 แห่งมี downside 1.3% และเนื่องจากเชื่อว่าธนาคารไทยจะมีอัตราการสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 20-30bp ในปี 69 ประมาณการกำไรสุทธิรวมจึงน่าจะมี downside risk ประมาณ 2.6-3.9% ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารมีอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL อยู่ที่ 202% ณ สิ้นไตรมาส 4/68
CGSI ได้วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มธนาคารช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในปี 2546, ปี 2562 และปี 2566 พบว่า ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ทั้งการขยายสินเชื่อรวม, การเติบโตของกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP), อัตราการสำรองหนี้สูญ และ ROE ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงมองว่าหากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ/อิสราเอลคลี่คลายลงภายใน 1 เดือน เชื่อว่ากลุ่มธนาคารจะไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งอาจได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูง เนื่องจากลูกค้าธุรกิจน่าจะต้องการใช้บริการป้องกันความเสี่ยงของสถานบันการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตแข็งแกร่งในปี 2569
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคาร คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 2569-2570 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.9% ในปี 2569 ปัจจุบันธนาคารซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.75 เท่าหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีในอดีตที่ 0.66 เท่า ขณะที่เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.2-8.2% ต่อปีในปี 2569-2571
กลุ่มธนาคารอาจมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วน upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น น่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศในเดือนพ.ค.- มิ.ย.2569
เมื่อคืนนี้ วันที่ 11 มี.ค.2569 (ตามเวลาประเทศไทย ) ประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency:IEA) ทั้ง 32 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ระบายน้ำมันดิบจำนวน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ออกสู่ตลาด เพื่อรับมือกับภาวะตลาดน้ำมันหยุดชะงัก ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
คลังสำรองฉุกเฉินจะถูกระบายออกสู่ตลาดตามกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในของแต่ละประเทศสมาชิก และจะมีการเสริมด้วยมาตรการฉุกเฉินเพิ่มเติมจากบางประเทศประกอบกันด้วย
ปัจจุบันกลุ่มประเทศสมาชิก IEA มีน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวมกันกว่า 1,200 ล้านบาร์เรล พร้อมด้วยน้ำมันสำรองภาคอุตสาหกรรมอีก 600 ล้านบาร์เรลที่ถือครองตามข้อกำหนดของรัฐบาล การประสานงานเพื่อระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของ IEA นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 โดยการดำเนินมาตรการร่วมกันในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1991 ปี 2005 ปี 2011 และเกิดขึ้น 2 ครั้งในปี 2022
ทางด้านราคาน้ำมันดิบ ยังคงเดินหน้าขึ้นต่อ วันที่ 12 มี.ค. เบรนท์ขึ้นแตะ 100 เหรียญ/บาร์เรล ก่อนจะอ่อนตัวลงมาซื้อขายต่ำกว่า เนื่องจากมีกระแสข่าวเรื่องอิหร่านแสดงท่าทีในการเจรจาสงบศึก อย่างไรก็ตา ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง และสถานการณ์การเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ประเทสไทยจะมีรัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดและมีเสถียรภาพ เมื่อเข้ามาบริหารประเทศจะเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดโครงการคนละครึ่งพลัส 2 จะเริ่มเดือนพ.ค.นี้ ผลักดันให้ดัชนี SET ทะยานขึ้นปิดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,429.80 จุด เพิ่มขึ้น 22.46 จุด หรือ +1.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 64,496.48 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติขายต่อ -2,421.79 ล้านบาท นักลงทุนไทยทำกำไรด้วย -504.77 ล้านบาท ส่วนสถาบันไทยช้อนเก็บ 2,606.30 ล้านบาทและพอร์ตบล.ซื้อ 320.26 ล้านบาท

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR 2565-2568) โดยสิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 531,779 คน เพิ่มขึ้น 20% (YoY)
ส่วนธุรกิจที่ถูกเลิกจ้างมากที่สุด คือ ภาคการผลิต มีสัดส่วน 24% ค้าส่ง-ค้าปลีก 12% และก่อสร้าง 9% ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 94% เป็นแรงงานสัญชาติไทย และอีก 6% เป็นแรงงานต่างด้าว
แนวโน้มปี 2569 คาดว่าการเลิกจ้างแรงงาน ม.33 ยังมีแนวโน้มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คน/เดือน โดยมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การแข่งขันรุนแรง ผลจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานมากขึ้น
อ่านข่าวอื่นๆ : https://hoonsmart.com/archives/408570

