ฟิทช์ฯเตือนสงครามยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเรทติ้ง ปท.เกิดใหม่

HoonSmart.com>>ฟิทช์เรทติ้งส์ ลอนดอน เตือนรัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เผชิญความท้าทายมากขึ้นจากสถานการณ์การความตึงเครียดของสงครามอิหร่าน กระทบนำเข้าพลังงาน-เงินโอนกลับประเทศ-อัตราแลกเปลี่ยน  ราคาพลังงานสูงขึ้นกดดันเงินเฟ้อ  บนสถานการณ์ฐาน ปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เกิน 1 เดือน กระทบจำกัด หากยืดเยื้อเป็นความเสี่ยง

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ลอนดอน ระบุว่า สงครามอิหร่านอาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การนำเข้าพลังงาน, เงินโอนกลับประเทศ, การอุดหนุนภาคการคลัง, อัตราแลกเปลี่ยน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซอาจได้รับผลกระทบในเชิงบวก

ภายใต้สถานการณ์ฐาน (Baseline) ของฟิทช์ฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน และสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันในภูมิภาคได้ ความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มตลาดเกิดใหม่น่าจะอยู่ในวงจำกัด แต่หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อกว่านั้นหรือส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงและมีนัยสำคัญมากขึ้น

การนำเข้าน้ำมันและก๊าซถือเป็นช่องทางที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่สุดจากความขัดแย้งนี้ เมื่อพิจารณาจากผลกระทบที่มีต่อราคาพลังงานโลก ทั้งนี้ สัดส่วนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลสุทธิถือเป็นมูลค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดเล็กหลายแห่ง

สำหรับกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ฟิทช์ฯประมาณการว่ามูลค่าการนำเข้านี้คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 3% ของ GDP หรือมากกว่า สำหรับประเทศชิลี, อียิปต์, อินเดีย, โมร็อกโก, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, ไทย และยูเครน

ความเปราะบางต่อต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นจะรุนแรงที่สุดในตลาดที่มีขีดความสามารถด้านการเงินตึงตัวอยู่แล้ว เช่น ปากีสถาน หรือประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ฟิทช์ฯได้คาดการณ์ว่าในปีนี้ยูเครนจะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง (15.4%) ขณะที่ฟิลิปปินส์ (3.4%) และอียิปต์ (3.0%) จะมีการขาดดุลในระดับปานกลาง

หากราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเป็นการเพิ่มความกดดันจากภายนอกต่อรัฐบาลประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยลบอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น การหยุดชะงักของเงินโอนกลับประเทศ (Remittances) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการเงินภายนอกจะอยู่ในวงจำกัดสำหรับประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เช่น ในกรณีของประเทศไทย

ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะเพิ่มแรงกดดันทางการคลังให้แก่รัฐบาลที่มีระบบการอุดหนุนราคาเพื่อปกป้องผู้บริโภค หรือรัฐบาลที่เริ่มใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันเพื่อตอบสนองต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

หากการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกจากบริเวณอ่าวอาหรับยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ในสถานการณ์ฐาน (Baseline) อาจส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งฟิทช์ฯ คาดว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้ตลาดการออกตราสารหนี้อ่อนแอลง โดยเฉพาะสำหรับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ควรลงทุน (Highly Speculative-grade) นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายการเงินทั่วโลก

ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนที่แท้จริงในการชำระหนี้และการรีไฟแนนซ์ (Refinancing) เพิ่มสูงขึ้น สำหรับรัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหลายแห่งได้เร่งออกพันธบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศไปแล้วเป็นจำนวนมากตามแผนงานของปีนี้ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดในระยะสั้นได้

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ภาคผลิตน้ำมัน (Non-oil activity) ในกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council :GCC) ที่ซบเซาลง ซึ่งสะท้อนถึงความเสียหายในภาคโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว จะส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าว หรือมีรายได้หลักจากการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) จากประเทศต้นทางในภูมิภาคเช่นกัน

หากมองออกไปนอกเขตภูมิภาคอ่าวอาหรับ ฟิทช์เรทติ้งส์ มองว่าอียิปต์และจอร์แดนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการหยุดชะงักของการท่องเที่ยวและเงินโอนกลับ ขณะที่เงินโอนกลับจากภูมิภาค GCC นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศในเอเชียใต้ นอกจากนี้ ประเทศที่มีการนำเข้าสินค้ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม GCC สูง อาจเผชิญกับปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain disruption) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อทั้งผลผลิตและราคาสินค้า

ผลกระทบของความขัดแย้งต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดเกิดใหม่บางแห่ง ตัวอย่างเช่น ภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ นอกจากนี้ บทบาทของภูมิภาคนี้ในการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ย อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะกลาง หากกระทบต่อการผลิตอาหารและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเฉพาะตัว ที่วิกฤตการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อบางประเทศ เช่น อาเซอร์ไบจาน, อิรัก และตุรกี ที่อาจได้รับผลกระทบหากความไม่สงบในอิหร่านนำไปสู่การไหลออกของผู้ลี้ภัยจำนวนมาก

สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เป็นผู้ส่งออกไฮโดรคาร์บอนสุทธิ (Net Hydrocarbon Exporters) ที่อยู่นอกภูมิภาคอ่าวอาหรับ เช่น แองโกลา, อาร์เจนตินา, อาเซอร์ไบจาน, บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, กาบอง, คาซัคสถาน, ไนจีเรีย และสาธารณรัฐคองโก การที่ราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจนำไปสู่รายได้มหาศาล (Windfall) ทั้งจากการส่งออกและภาคการคลัง ทั้งนี้ ความยั่งยืนของการปรับปรุงสถานะทางการเงินภายนอกและภาคสาธารณะ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาพิจารณาในการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Assessments)