วิริยะประกัน เป้าเบี้ย 4.4 หมื่นลบ.โต4%  เฝ้าระวังลงทุน 6 หมื่นลบ.เน้นพันธบัตร-หุ้นปันผล

HoonSmart.com>>วิริยะประกันภัย ตั้งเป้าเบี้ยรวมปี 2569 ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท โต 4% คุมเงินลงทุน 6 หมื่นล้านบาท อย่างระมัดระวัง แม้คปภ.ลด Risk Charge เน้นพันธบัตร-หุ้น Big Cap มั่นใจปันผลปีนี้ดีขึ้นอีก รุกพัฒนาบริการซ่อม-เคลมด้วยเทคโนโลยี ลดการปล่อยคาร์บอน ลดต้นทุน มุ่งกดอัตราค่าสินไหมลงมาอยู่ที่ 58% ให้ได้หลังภัยพิบัติดันขึ้นแตะ 72% ปีที่ผ่านมา 

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัทวิริยะประกันภัย พร้อมด้วยนายดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ นางฐวิกาญจน์  เดชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ร่วมแถลงนโยบายปี 2569 ว่า ณ สิ้นปี 2568 มีสินทรัพย์รวม 68,166 ล้านบาทโดยเป็นสินทรัพย์ลงทุน 60,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในหุ้นไทย 20,000 ล้านบาท และพันธบัตร 40,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิรวม 1,600 ล้านบาท มีผลตอบแทนจากการลงทุน 4%

การลงทุนของบริษัทฯอยู่ภายใต้กรอบที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) กำหนด และยังคงเน้นความมั่นคงและปลอดภัย แม้ คปภ. จะปรับลด Risk Charge ลงก็ตาม

สำหรับ ปัจจุบันแม้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะลดลง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มลดลงด้วย แต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลที่ดีขึ้น ทำให้บริษัทคาดว่าผลตอบแทนรวมจากดอกเบี้ยและเงินปันผลจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2568

สำหรับ การลงทุนในหุ้นไทย แม้ คปภ.ปรับลด Risk Charge จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แต่บริษัทฯยังคงยึดนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงสูง เน้นหุ้น Big Cap ที่มีสภาพคล่องและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความปลอดภัยของเงินสำรองสำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยการเข้าซื้อหุ้นใหม่จะขึ้นอยู่กับจังหวะตลาดและราคาที่เหมาะสมมากกว่าการขยายพอร์ตเชิงรุก

“ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯแทบไม่ได้เพิ่มการลงทุนในหุ้น เนื่องจากความผันผวนของตลาด และปีนี้ก็คาดว่าจะยังคงระมัดระวัง โดยหากมีการซื้อเพิ่มก็จะเป็นในสัดส่วนที่จำกัด”นายอมร กล่าว

นายอมร กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้าเบี้ยรวมปี 2569 ที่ 44,700 ล้านบาท โต 4% แบ่งเป็นเบี้ยรถยนต์ (Motor) ราว 39,000 ล้านบาท เติบโต 3% และเบี้ย Non-Motor ราว 5,700 ล้านบาท เติบโต 10% สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการขยายตลาดในกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ

“ปี 2569 จะโตต่ำกว่าปี 2568 จากการที่ต้องใช้ความระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวนและชะลอตัว และการหดตัวของตลาดรถยนต์ เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่โต 5% มีเบี้ยรับรวม 42,923 ล้านบาท โดยเบี้ยรถยนต์ โต 3.5% อยู่ที่ 37,654 ล้านบาท เบี้ยประกันอื่นๆ โต 17% อยู่ที่ 5,269 ล้านบาท”นายอมร กล่าว

นายอมร กล่าวว่า บริษัทฯมีเงินกองทุนกว่า 34,000 ล้านบาท และทรัพย์สินรวม 68,166 ล้านบาท มีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุนสูงถึง 350% ซึ่งมากกว่าที่ คปภ. กำหนดไว้ที่ 140% แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญภัยพิบัติในปีที่ผ่านมาที่ต้องจ่ายเคลมรวม 3,000 ล้านบาท แต่จากการทำประกันภัยต่อ ทำให้ไม่ส่งกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท แต่ทำให้อัตราค่าสินไหมทดแทนรวมขึ้นไปอยู่ที่ 72% สูงกว่าระดับที่เหมาะสม ซึ่งปกติควรอยู่ราว 58% โดยรถยนต์ มีอัตราค่าสินไหมทดแทนอยู่ที่ 70% และประกันภัยอื่น( Non-Motor) อยู่ที่ 79% แต่ด้วยประสบการณ์กว่า 79 ปีและการบริหารจัดการที่ยึดหลักความเป็นธรรม บริษัทฯมั่นใจว่าสามารถปรับตัวและดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง

ปี 2569 ตั้งเป้าคุมอัตราส่วนดังกล่าวให้ลดลงมาอยู่ที่ 58% ภายใต้การเร่งพัฒนางานบริการ การใช้ข้อมูลเชิงลึกเสริมการบริการ-ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จะช่วยให้บริษัทฯสามารถรองรับการให้บริการในสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งนี้ จะทำการปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และความคุ้มครองในรถบางรุ่น บางยี่ห้อ ให้สอดคล้องกับความเสียหาย โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีเบี้ยรถ EV รวม 2,800 ล้านบาท คาดว่ามีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดราว 40% เป็นอันดับหนึ่งในตลาด โดยยังมีผลขาดทุนอยู่ราว 10% ต้นๆ แม้การรับประกันภัยรถ EV จะยังไม่สร้างผลกำไร แต่ด้วยบทบาทและนโยบายของบริษัทในการรับประกันความเสี่ยงภัย จึงยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่อไป ความได้เปรียบจากการมีขนาดพอร์ตที่ใหญ่ ทำให้สามารถรองรับความเสี่ยงได้ โดยยอมรับว่าตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเบี้ยรถ EV ปี 2569 ยังยากต่อการประเมิน จากความผันผวนด้านราคาของรถ EV ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับ ช่องทางการจำหน่ายผ่านตัวแทนและนายหน้า ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของเบี้ยรวมทั้งหมด มีตัวแทนบุคคลธรรมดาประมาณ 1,700 ราย นายหน้า 2,700 ราย และโบรคเกอร์อีก 400 ราย รวมกว่า 4,800 ราย ช่วยสร้างรายได้ต่อเนื่องจากงานต่ออายุและการซื้อซ้ำ โดยประกันรถยนต์ มีการต่ออายุสูงถึง 80% ของเบี้ยรับรวมในแต่ละปี อีก 20% มาจากเบี้ยประกันลูกค้ารายใหม่ที่เป็นรถป้ายดำ

ปีนี้ บริษัทฯยังเดินหน้าพัฒนาบริการซ่อมและสินไหมด้วยการสร้างศูนย์ซ่อมมาตรฐานต้นแบบ โดยจะนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ เช่น นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

พร้อมขยายไปยังเครือข่ายพันธมิตรอู่กว่า 600 แห่งทั่วประเทศ โดยนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วและคุณภาพการซ่อม ด้วย V-Inspection บริการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัยด้วย AI พร้อมเพิ่มบริการ Pick-up Service ที่เจ้าหน้าที่สามารถไปรับรถจากบ้านหรือที่ทำงาน และส่งคืนหลังซ่อมเสร็จ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวระบบ V-Claim on VCall ที่ลูกค้าสามารถแจ้งเคลมผ่านมือถือได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่เคลม ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า

นอกเหนือ จากการที่บริษัทมีพนักงานกว่า 7,000 คน สาขา 160 แห่ง โดยเฉพาะศูนย์ปฏิบัติการสินไหมที่มีพนักงานกว่า 3,300 คน และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุ 1,400 คน ซึ่งเป็นพนักงานประจำในพื้นที่มีความชำนาญเส้นทางทำให้สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็ว

ในการรับมือภัยธรรมชาติ บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เช่น โดรนและระบบดาวเทียม เพื่อประเมินความเสียหายเบื้องต้นในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก รวมถึงจัดตั้ง Mobile Unit หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติทันทีเพื่อรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสียหาย และจ่ายค่าสินไหมเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าอย่างทันท่วงที

“จากระบบการให้บริการ พนักงาน เทคโนโลยี สาขา เครือข่ายพันธมิตร คนที่มีอยู่ทั่วประเทศ ฐานะการเงินที่เข้มแข็ง เรามั่นใจสามารถรับมือได้ในทุกสถานการณ์ โดยเราพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว”นายอมร กล่าว

นายอมร กล่าวถึง นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ว่า ได้นำเทคโนโลยีมาช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านระบบ V-Claim on VCall ช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางของลูกค้าและเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ลดการใช้น้ำมันและการปล่อยคาร์บอน

ขณะเดียวกันบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรถ EV โดยเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้า มาใช้ในงานตรวจสอบอุบัติเหตุ เพื่อช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านเครือข่ายบริการ บริษัทมีศูนย์ซ่อมมาตรฐานครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 600 แห่ง ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวกและไม่ต้องเดินทางไกล โดยการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ กำลังศึกษา ผลิตภัณฑ์คาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในกลุ่มมอเตอร์ และยังพัฒนาระบบ Fast Track Claim สำหรับประกันสุขภาพ ที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องส่งเอกสาร สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ซึ่งช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ทั้งนี้ มั่นใจว่าด้วยแนวทางการทำงานข้างต้น จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เอาประกันภัยและประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของเบี้ยตามเป้าหมายที่วางไว้