BANPU แกร่งราคาหุ้นปิดบวก 2.70% ซีอีโอยันโมเดลธุรกิจถูกลั่นปีนี้ EBITDA ดี

HoonSmart.com>>หุ้นราคาหุ้นบริษัทบ้านปู แกร่ง ปิดที่ 5.70 บาท เพิ่มขึ้น 2.70% สวนทางดัชนีดิ่งกว่า 100 จุด “สินนท์ ว่องกุศลกิจ” ซีอีโอ ยันโมเดลธุรกิจมาถูกทาง เดินหน้าควบรวมบ้านปูกับบ้านปู พาวเวอร์ สู่ NewCo พร้อมปรับโครงงสร้างธุรกิจใหม่ ปลดล็อกคุณค่าสินทรัพย์ เสร็จ Q3 นี้ มั่นใจรายได้ปี 2569 ดีกว่าปี 2568 ตามราคาแก๊ส ถ่านหินพุ่ง ไฟฟ้าสะอาดโตต่อเนื่อง มุ่งขับเคลื่อนพลังงานโลกเก่า+โลกใหม่ ครบวงจรอย่างรับผิดชอบ 

วันที่ 4 มี.ค.2569 หุ้นบริษัทบ้านปู หรือ BANPU ปิดที่ 5.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,030.85 ล้านบาท โดยเป็ 1 ใน 55 หุ้นที่มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางดัชนีหุ้นไทยที่ดิ่งลงมในแดนลบกว่า 100 จุด ต่ำกว่า 8% ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องสั่งหยุดซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ก่อนปิดตลาดที่ 1,384.61 จุด ลดลง 81.90 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1.59 แสนล้านบาท

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ซัพพลายพลังงานที่ผ่านมาทางอิหร่านลดลง 20% และราคาน้ำมันกับ LNG ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีผลทางอ้อมต่อราคาถ่านหินและแก๊ส ใน Henry Hub สหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้ท่าเรือของ เท็กซัสสูงขึ้น ซึ่งบริษัทฯมีฐานอยู่ในเท็กซัส คาดว่าความต้องการใช้ถ่านหินในจีนและเอเชียยังคงแข็งแกร่ง

โดยราคาถ่านหินปรับจาก 100–110 ดอลลาร์ต่อตันเมื่อต้นปี วิ่งมาอยู่ที่ 130 ดอลลาร์ต่อตัน และวันนี้กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 136 ดอลลาร์/ตัน และคาดว่าจะอยู่ระดับนี้ ซึ่งบ้านปู เป็นหุ้นตัวเดียวที่ทำธุรกิจถ่านหิน แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น บริษัทฯ จะเน้นการขนส่งที่คุ้มค่า และลดต้นทุนด้านการดำเนินงาน

ขณะที่หุ้นน้ำมัน และแก๊ส ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯอเมริกาก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งกระดาน

จะส่งผลต่อรายได้รวมของบริษัทในปี 2569 จะดีกว่าปีก่อน จากราคาแก๊สและถ่านหินดีขึ้น ส่วนรายได้ไฟฟ้ามีความเสถียรต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ทำการ Hedge ราคาแก๊สไว้ที่ 3.8–3.9 ดอลลาร์ต่อหน่วย ครอบคลุม 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เปิดรับความผันผวนของตลาดเพื่อสร้างโอกาสจาก Upside ที่อาจเกิดขึ้น

แผนการลงทุน บริษัทตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุน 3,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี เพื่อขยายธุรกิจด้านแก๊ส ไฟฟ้า เทคโนโลยี Carbon Capture รวมถึงแร่ธาตุอื่น ๆ โดยยังคงความยืดหยุ่นในการพิจารณาโอกาสลงทุนตามสถานการณ์โลก ยิ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังด้านการลงทุนมากขึ้น

“ราคาหุ้นบ้านปูยังบวก สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มราคาถ่านหินและแก๊สที่ปรับขึ้น โดยปีนี้บริษัทคาดว่าการผลิตแก๊สจะสูงขึ้นอีก และในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ Barnett เต็มปี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และ EBITDA ตามเป้าหมายที่วางไว้”นายสินนท์ กล่าว

นายสินนท์ กล่าวถึงโรดแมปการปรับโครงสร้างบริษัทสู่ บ้านปู (นิวโค) หรือ BANPU (NewCo) ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonic ว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับองค์กร โดยในเฟสแรกเมื่อปี 2567 บ้านปูได้ทำ IPO บริษัท BKV เข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจแก๊ส

ส่วนเฟสที่ 2 ในปีที่ผ่านมา บ้านปูได้จัดเรียงโครงสร้างใหม่ในเสาหลักธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจถ่านหินยุคใหม่(Next-gen Mining), ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร (U.S.Closed-Loop Gas),ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+), และธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) สอดคล้องกันมากขึ้น พร้อมควบรวมบ้านปูและบ้านปู เพาเวอร์เข้าด้วยกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างทุน

บริษัท BKV ได้เข้าซื้อ 25% ใน US-based power generation JV มูลค่า 230 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยครึ่งหนึ่งเป็นการแลกหุ้น BKV และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเงินสด ส่งผลให้บ้านปู เพาเวอร์ถือหุ้น BKV 5.2% และรวมแล้วบ้านปูถือหุ้น BKV ประมาณ 67–68%

ส่งผลให้ BKV มีธุรกิจไฟฟ้าเป็นของตนเอง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศแรกที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจแก๊ส ไฟฟ้า และ AI เข้าด้วยกัน

ปัจจุบัน BKV กำลังพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับ Data Center ของ Hyperscaler ซึ่งจะสร้างรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจ Power+ ได้รวมธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ครอบคลุมโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าแก๊ส และพลังงานสะอาด

บ้านปูยังคงเป้าหมายเดิมในการเข้าสู่เฟส 3 โดยตั้งเป้าให้ EBITDA เติบโต 1.5 เท่าภายในปี 2573 และ EBITDA ที่มาจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินต้องมากกว่า 50% พร้อมลดการปล่อยคาร์บอน Scope 1 และ Scope 2 ลงมากกว่า 20%

ในส่วนของการควบรวมบริษัท บ้านปูได้ทำ General Offer ซื้อหุ้นคืนของบ้านปู เพาเวอร์ จนถือหุ้นอยู่ 91.07% โดยมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนหุ้นใหม่ที่ 0.38242 หุ้นต่อ 1 หุ้น NewCo ซึ่งจะใช้ชื่อบ้านปูเหมือนเดิม มีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท

 เป้าหมายหลักจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อทำการปลดล็อกมูลค่า (Unlock Value) ที่ทำให้บ้านปู บ้านปู เพาเวอร์ และ BKV มีมูลค่าเพิ่มขึ้น การจัดธุรกิจให้สอดคล้องกันมากขึ้น โดย BKV มีธุรกิจไฟฟ้าเป็นของตนเองและ Power+ เป็นศูนย์รวมธุรกิจไฟฟ้า การสร้าง Synergy ที่ช่วยให้ทีมงานสามารถขับเคลื่อนธุรกิจในแต่ละเสาหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินที่ทำให้กำไรสุทธิและงบดุลดีขึ้น

บริษัท ยังเน้นการพัฒนาธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย Next-gen Mining ยังคงเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงในอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย จีน และมองโกเลีย พร้อมขยายสู่ธุรกิจนิกเกิลเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยบริษัทฯ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เหมืองถ่านหินในมองโกเลียอย่างเป็นทางการในปีแรก และรายงานปริมาณการขาย 1.62 ล้านตัน ส่วนเหมืองในอินโดนีเซียจัดตั้ง Transformation Office เพื่อดำเนินโครงการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในปีที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่เหมืองในออสเตรเลียสามารถลดต้นทุนเงินสดได้ 75 ล้านเหรียญออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังได้เริ่มลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซีย เพื่อเข้าถึงแหล่งนิกเกิลคุณภาพสูงระดับต้นน้ำ เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อุตสาหกรรมแร่แห่งอนาคต

ธุรกืจ US Close-loop Gas เป็นธุรกิจแก๊สครบวงจรที่เชื่อมโยงกับไฟฟ้าและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่ที่สุดใน Barnett Shale รัฐเท็กซัส  ได้ลงทุนในแหล่ง Bedrock และรับรู้ผลประกอบการหลังทำธุรกรรมสำเร็จในเดือนกันยายน 2568 ทำให้มีปริมาณการขายก๊าซรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และดำเนินแผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 75% ไว้ภายใต้ BKV ด้านธุรกิจ CCUS มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (JV) ร่วมกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจนี้ สำหรับโครงการ Barnett Zero รายงานปริมาณการอัดเก็บคาร์บอนจำนวน 138,280 ตันในปี 2568 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Cotton Cove ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ในครึ่งปีแรกของปี 2569

ด้าน Power+ รวมธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดทั้งถ่านหิน แก๊ส และพลังงานสะอาด พร้อมโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มในหลายประเทศ และโครงการพลังงานหมุนเวียนกับแบตเตอรี่ฟาร์มในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในญี่ปุ่น รวมถึงลงทุนและเริ่มพัฒนาโครงการ BESS ทั้งในออสเตรเลีย (โครงการ Wooreen และ Kerang) และสหรัฐฯ (โครงการ Megamouth) ทำให้ในปัจจุบันธุรกิจ BESS มีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง สำหรับธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง นอกจากนี้ ธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในสหรัฐฯ ภายใต้บริษัท BKV Energy ยังได้รับรางวัล “Best Electricity Provider” จากเวที Best of the Best 2025 ของ Houston Chronicle จากการโหวตของผู้บริโภคในรัฐเท็กซัส สะท้อนถึงคุณภาพและการส่งมอบไฟฟ้าที่ต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสม

ส่วนธุรกิจ Future Tech ภายใต้ Banpu NEXT ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานใหม่แบบ Off-grid และ Distributed Energy งทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI Quantum ,Semiconductor ,Nuclear SMR และ Climate Tech รวมถึง พัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและท่าเรือที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติม รวมถึงการลงทุนในโครงการ Carbon Capture ร่วมกับพันธมิตร

มุ่งสร้างระบบนิเวศ Net Zero ครบวงจรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในทุกหน่วยธุรกิจ ธุรกิจโซลาร์บนหลังคาและโซลาร์ลอยน้ำ บ้านปู เน็กซ์ ร่วมมือกับอมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคา กำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง ขณะที่ธุรกิจแบตเตอรี่มีกำลังการผลิตในปัจจุบันรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจยานยานต์ไฟฟ้าบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9 ใน Mixx Technologies, Inc. ผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และอีก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.3% ใน ARC Clean Technology ผู้พัฒนา Advanced Small Modular Reactor (aSMR) เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น Data Center และผู้ผลิตไฮโดรเจน

สำหรับผลประกอบการในปี 2568  มีรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ  (*เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี จำนวน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)