HoonSmart.com>>สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา การโจมตีระลอกแรกบางส่วนดูเหมือนพุ่งเป้าไปยังพื้นที่รอบสำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยสามารถเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นจากกรุงเตหะราน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำวัย 86 ปีรายนี้อยู่ภายในสำนักงานในช่วงเวลาที่เกิดการโจมตีหรือไม่
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของอิสราเอลระบุว่า การโจมตีอิหร่านจะดำเนินต่อไป “ตราบเท่าที่จำเป็น” หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายทางทหารและฐานยิงขีปนาวุธในสาธารณรัฐอิสลามเมื่อเช้าวันเสาร์
การโจมตีครั้งนี้เปิดฉากบทใหม่ที่น่าตกตะลึงของการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในอิหร่าน และนับเป็นครั้งที่สองในรอบแปดเดือนที่รัฐบาลทรัมป์ใช้กำลังทางทหารต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้
ปฏิบัติการดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเรือรบของสหรัฐฯ เคลื่อนกำลังเข้าสู่ภูมิภาค และทรัมป์ระบุว่าต้องการข้อตกลงเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันภายในจากกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการประท้วงทั่วประเทศ
อิหร่านตอบโต้ตามที่เคยขู่ไว้หลายเดือน โดยเริ่มจากการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนระลอกใหญ่โจมตีอิสราเอล จากนั้นได้ขยายการโจมตีไปยังฐานทัพและที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิรักประกาศปิดน่านฟ้าของตนเอง
กองทัพสหรัฐฯ มีเจ้าหน้าที่ประจำการหลายพันนายตามฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือทั่วภูมิภาค ซึ่งเชื่อว่าเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธจากอิหร่าน
สำนักข่าวแห่งชาติของคูเวตรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสามารถสกัดกั้น การโจมตี ได้สำเร็จในช่วงเช้าวันเดียวกัน
สำนักข่าว KUNA อ้างแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศว่า คูเวตขอยืนยันสิทธิในการปกป้องตนเอง
กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกแถลงการณ์ตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าว ระบุว่าอิหร่าน จะไม่ลังเล ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะปกป้องมาตุภูมิ และเผชิญหน้ากับการรุกรานทางทหารของศัตรู”
สำนักข่าวทางการ IRNA ของอิหร่านรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 40 คนจากเหตุโจมตีของอิสราเอล-สหรัฐฯ ที่โรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 45 คน จากการโจมตีในเมืองมีนาบ จังหวัดฮอร์โมซกัน
สื่อโทรทัศน์ของทางการซีเรียรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 4 คน จากขีปนาวุธของอิหร่านที่พุ่งชนอาคารแห่งหนึ่งในเมือง Sweida ทางตอนใต้ของ Syria
ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐรายงานว่า เศษสะเก็ดระเบิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านที่พุ่งเป้าไปยังเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับอมิเรตส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ระดมกำลังเข้าสู่ภูมิภาคเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แม้ในช่วงเวลาเดียวกันผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังคงเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์และโอมาน เพื่อหาทางออกทางการทูตก่อนจะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ
รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บัดร์ อัล-บูไซดี ซึ่งเป็นคนกลางสำคัญในการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เขาผิดหวังที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการดังกล่าว
ด้านอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “ปฏิบัติการขนาดใหญ่ ที่มีการประสานงานและดำเนินการร่วมกันต่อระบอบการปกครอง” ซึ่งมีการวางแผนมานานหลายเดือนระหว่างกองทัพอิสราเอลและสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวอ้างเพื่อให้เหตุผลต่อการใช้กำลังทหารว่า อิหร่านยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และมีแผนพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงถึงสหรัฐฯ ได้
แถลงการณ์ของทรัมป์บ่งชี้ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มีเหตุผลที่มากกว่าประเด็นโครงการนิวเคลียร์ โดยระบุข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อย้อนไปถึงการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามภายหลังการปฏิวัติปี 1979 ซึ่งเปลี่ยนอิหร่านจากหนึ่งในพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ให้กลายเป็นศัตรูสำคัญ
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขามุ่ง “ทำลายล้าง” กองทัพเรืออิหร่าน และทำลายเครือข่ายกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน
นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ( Iranian Revolutionary Guard:IRG)ของอิหร่านวางอาวุธ พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้เอกสิทธิ์คุ้มครองแก่สมาชิก แต่เตือนว่าหากไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเผชิญกับ “ความตายอย่างแน่นอน”
ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่จะใช้กำลังทางทหาร แต่ยังชะลอไว้ ภายหลังอิหร่านปราบปรามการประท้วงครั้งล่าสุดซึ่งเริ่มต้นจากความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ ก่อนลุกลามเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและบรรดานักการศาสนาที่ปกครองประเทศ
สำนักข่าวด้านสิทธิมนุษยชน Human Rights Activists News Agency ยืนยันผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามมากกว่า 7,000 ราย และกำลังตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหลายพันราย ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คน แม้ที่ผ่านมาเคยมีข้อครหาว่ารัฐบาลรายงานตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่เปิดเผยข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบ
อิหร่านระบุว่าไม่ได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ได้ปิดกั้นไม่ให้ผู้ตรวจสอบนานาชาติเข้าเยี่ยมชมสถานที่ที่สหรัฐฯ โจมตีในสงคราม 12 วันก่อนหน้านั้น ภาพถ่ายดาวเทียมที่ สำนักข่าวAP(The Associated Press) วิเคราะห์พบกิจกรรมใหม่ในสองจุดดังกล่าว บ่งชี้ว่าอิหร่านอาจกำลังประเมินความเสียหายและพยายามกู้คืนวัสดุในพื้นที่
ปัจจุบันอิหร่านกำหนดเพดานพิสัยขีปนาวุธแบบสมัครใจไว้ที่ 2,000 กิโลเมตร (1,240 ไมล์) ซึ่งครอบคลุมตะวันออกกลางทั้งหมดและบางส่วนของยุโรปตะวันออก ยังไม่มีหลักฐานต่อสาธารณะว่าอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป แม้วอชิงตันจะวิจารณ์โครงการอวกาศของอิหร่านว่าอาจเปิดทางไปสู่ความสามารถดังกล่าวในอนาคต
อิหร่านพยายามหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ยืนยันว่ามีสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และไม่ต้องการหารือประเด็นอื่น เช่น โครงการขีปนาวุธพิสัยไกล หรือการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาส( Hamas) และ ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah)
การโจมตีครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดโลก โดยเฉพาะหากอิหร่านสามารถทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ( Strait of Hormuz )ไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ได้ ในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบดังกล่าว คิดเป็นราวหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
สื่ออิหร่านรายงานว่าเกิดการโจมตีทั่วประเทศ โดยถนนที่มุ่งหน้าไปยังที่พำนักของผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ใจกลางกรุงเตหะรานถูกทางการสั่งปิด ขณะที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นในหลายพื้นที่ของเมืองหลวง
คาเมเนอียังไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และไม่พบเห็นทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งนี้ ระหว่างสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน มีรายงานว่าเขาถูกนำตัวไปยังสถานที่ปลอดภัยห่างจากที่พำนักในเตหะราน
ในกรุงเตหะราน พยานระบุว่าได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกใกล้สำนักงานของคาเมเนอี ต่อมาสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานเหตุระเบิดดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุ
หลังจากอิสราเอลประกาศว่าได้เริ่มโจมตีอิหร่าน ก็เกิดการระเบิดเพิ่มเติมในกรุงเตหะราน อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้
ไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี กองกำลังกึ่งทหารพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps แถลงว่าได้ยิงโดรนและขีปนาวุธ “ระลอกแรก” โจมตีอิสราเอล ขณะที่มีการประกาศเตือนภัยทั่วประเทศ และกองทัพอิสราเอลระบุว่ากำลังพยายามสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงเข้ามา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานทันทีเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บจากการโจมตีที่กำลังดำเนินอยู่
ขณะเดียวกัน บาห์เรนระบุว่าเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธพุ่งเป้าไปยังสำนักงานใหญ่กองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในราชอาณาจักรเกาะแห่งนี้ โดยศูนย์บัญชาการกองเรือที่ 5 ของสหรัฐอเมริกา( United States Navy Fifth Fleet) ตั้งฐานอยู่ที่นั่น พยานระบุว่าได้ยินเสียงไซเรนและแรงระเบิดในคูเวต ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการกองทพบก (United States Army Central)และยังมีรายงานได้ยินเสียงระเบิดในกาตาร์ด้วย
อิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์( United Arab Emirates) ประกาศปิดน่านฟ้า ขณะที่มีการเปิดสัญญาณไซเรนเตือนภัยใน จอร์แดน
เจ้าหน้าที่อิรักรายงานด้วยว่า โดรนโจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังติดอาวุธ คาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataib Hezbollah) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย ก่อนหน้านี้ กลุ่มดังกล่าวเคยขู่ว่าจะเข้าร่วมการสู้รบ หากอิหร่านถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลรายหนึ่งระบุว่า อิสราเอลไม่ทราบถึงการโจมตีใด ๆ ของอิสราเอลต่อสำนักงานใหญ่ของคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ ในอิรัก
ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ให้คำมั่นว่าจะกลับมาโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮูตี 2 ราย ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้นำกลุ่ม
สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ ในกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่หลบภัยอยู่กับที่ และแนะนำให้ชาวอเมริกันทุกคน “ปฏิบัติเช่นเดียวกันจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม”
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมานูว์แอล มาครง เรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council) เมื่อวันเสาร์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และเตหะรานตอบโต้ โดยระบุว่าการยกระดับความรุนแรง “ต้องยุติลง”
“ฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” มาครงโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X
“การยกระดับความรุนแรงที่กำลังมีอยู่เป็นอันตรายต่อทุกฝ่าย ต้องหยุดลง” มาครงกล่าว พร้อมเตือนว่าการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะส่งผลกระทบ “ร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”
มาครงยังระบุว่า “ฝรั่งเศสพร้อมจะใช้ทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อปกป้องพันธมิตรใกล้ชิดของเรา หากมีการร้องขอ” และเสริมว่าเขากำลังติดต่อใกล้ชิดกับพันธมิตรยุโรปและมิตรประเทศในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีฐานทัพหลายแห่งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะใน กาตาร์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และจอร์แดน ซึ่งทั้งหมดเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าการยิงขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อวันเสาร์
ด้านกระทรวงการต่างประเทศโอมานเตือนว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ–อิสราเอล เสี่ยงก่อให้เกิด “อันตรายจากการขยายตัวของความขัดแย้งไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ในภูมิภาค”
นอกจากนี้โอมานเรียกร้องให้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจัดประชุมฉุกเฉิน เพื่อ “กำหนดให้มีการหยุดยิง และให้ประชาคมระหว่างประเทศแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนกฎหมายระหว่างประเทศ”
แถลงการณ์ยังยืนยัน “สิทธิในการป้องกันตนเองของรัฐ” ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและหันกลับสู่แนวทางทางการทูต
ก่อนเกิดการโจมตี โอมานทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อาล นะฮ์ยาน (Mohamed bin Zayed Al Nahyan) แห่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหารือถึงการโจมตีล่าสุดของอิหร่าน ตามรายงานของ WAM สำนักข่าวทางการยูเออี
กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า อิหร่านได้พุ่งเป้าโจมตีกรุงริยาดห์ และพื้นที่ภาคตะวันออกของราชอาณาจักร โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวถูกสกัดกั้นไว้ได้
