NER ปักหมุด! ปี 69 รายได้ 3.2 หมื่นล. ขยายการผลิตขึ้นแท่นผู้นำอุต ฯ ยางโลก

HoonSmart.com >> NER ท็อปฟอร์ม !! ปี 68  กวาดรายได้ 30,510.20 ลบ.โต 10.96% กำไร 1,884.52 ลบ. เพิ่มขึ้น 14.04% บอร์ดเคาะจ่ายปันผล 0.26 บ./หุ้น รับทรัพย์ 7 พ.ค. 69  บิ๊กบอส “ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์” ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 32,000  ล้านบ.  หลังปริมาณขายยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ลุยขยายกำลังผลิตเต็มพิกัด ปีนี้ 500,000 ตัน   ปักหมุด 2570  กำลังผลิต 835,600 ตัน/ปี  หนุนขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมยางโลก

ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์  (NER) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน ปี 2568 (สิ้นสุด 31 ธ.ค.2568) บริษัทฯ มีรายได้รวม 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,014.04 ล้านบาท หรือ 10.96% และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 232.05 ล้านบาท หรือ 14.04%%

มีปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 36,251 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.25จากปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ

คณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานปี 2568 อีก 0.26 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 23 เม.ย.และจ่ายปันผล 7 พ.ค. รวมปันผลที่จ่ายก่อหน้านี้ 0.05 บาท/หุ้น ส่งผลให้ทั้งปีผลดำเนินงาน 68 จ่ายปันผล 0.31 บาท

นายชูวิทย์ กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569  ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิต 500,000 ตัน/ปี  ยอดขาย  32,000 ล้านบาท กลยุทธ์หลักมุ่งการขยายตลาด โดยเฉพาะประเทศอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นคงของรายได้ผ่านสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 2 รายภายในปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งอาคารและเครื่องจักร ซึ่งได้สั่งซื้อเครื่องจักรเรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2570 ทั้งนี้ ปัจจุบัน NER เป็นโรงงานผลิตยางธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก

“โรงงานแห่งใหม่ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี  ภายในปี 2570  กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 835,600 ตัน/ปี  ปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order Book) รองรับการผลิตยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อีกทั้งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อบริหารจัดการผลผลิตยางพาราประมาณ 200,000 ตันต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โรงงานแห่งที่ 3 จะเป็นฐานการผลิตหลักในการรองรับโครงการดังกล่าว ทำให้การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้มีความจำเป็นและสอดรับกับแผนการเติบโตในระยะยาว” ซีอีโอ กล่าว

สำหรับการบริหารต้นทุนและความเสี่ยง บริษัทใช้กลยุทธ์ Matching ควบคู่กับการทำ Hedging ตามสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พร้อมบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ESG บริษัทได้ยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทั้งนี้ ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ NER จากการลงทุนและการขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพสินค้า สอดรับกับแนวโน้มการใช้ยางพาราในหลากหลายอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น บริษัทเชื่อว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมวางรากฐานให้ NER ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชั้นนำของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับสากล