HoonSmart.com>>”ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” (MINT) มั่นใจปี 69 เติบโตชัดเจน ฐานะการเงินแกร่งขึ้น แรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจไม่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมโต หลังจากประสบความสำเร็จในปี 68 กวาดกำไร 9,009 ล้านบาท โต 16% อานิสงส์ท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้น หนุนโรงแรมไทย-ยุโรป ธุรกิจอาหารบูม เรทติ้งดีขึ้น หนี้ลด กดต้นทุนทางการเงิน
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เปิดเผยผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 9,009 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 1.29 บาท เติบโต 1,259 ล้านบาท หรือ 16% จากที่มีกำไรสุทธิ 7,750 ล้านบาท หรือ 1.06 บาทต่อหุ้นในปี 2567
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MINT กล่าวว่า ไตรมาส 4/68 กำไรจากการดำเนินงานยังแข็งแกร่งและมีคุณภาพ โดยเติบโต 21% เป็น 3,472 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนทั้งปี 2568 ผลการดำเนินงานอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลาย และความสามารถในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น และการดำเนินงานอย่างมีวินัย
“กำไรได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดหลักของ MINT กลยุทธ์ด้านราคาและการขายที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจโรงแรม รวมถึงนวัตกรรมสินค้าและการขยายเครือข่ายร้านอาหารอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำกำไร อีกทั้งวินัยด้านต้นทุนและการบริหารเงินทุนเชิงรุก ช่วยแปลงการเติบโตของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเสริมความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
ขณะเดียวกัน MINT ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง การลดระดับหนี้ควบคู่กับการเติบโตของผลกำไรช่วยทำให้อันดับความน่าเชื่อถือดีขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ณ สิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86 เท่า จาก 0.90 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.60 เท่า จาก 4.66 เท่า ในไตรมาส 3/68 สะท้อนถึงการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยและการบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนไมเนอร์ โฮเทลส์ การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) จากการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก และการเร่งขยายด้วยโมเดล Asset-Light โดยมีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงิน (reported net profit) เพิ่มขึ้น 38%
ในไตรมาสที่ผ่านมา การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย ควบคู่กับการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศอินเดีย และประเทศออสเตรเลีย การเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง
สำหรับธุรกิจ Branded Residences กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง โดยปัจจุบันประมาณ 20% ของโครงการในแผนการพัฒนา (Pipeline) ของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีความสม่ำเสมอในระยะยาว
“MINT เปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างรายได้แบบลดการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ถาวร ( Asset-Light) และมีรายได้ค่าธรรมเนียมหรือ Fee-based มากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน พร้อมลดความเข้มข้นของการใช้เงินทุนในงบดุล”
ทางด้านไมเนอร์ ฟู้ด แบรนด์ที่ขยายตัวได้ดี โมเมนตัมแฟรนไชส์ และแรงขับเคลื่อนการเติบโตระดับภูมิภาค และการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน มีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน ภายหลังการดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%
พอร์ตธุรกิจร้านอาหารของ MINT ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโอกาสการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light จุดเด่นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ GAGA, Burger King และ Bonchon ช่วยสนับสนุนจำนวนลูกค้าและยอดขายสาขาเดิม การเปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมตลอดทั้งวัน
การเปิดร้านใหม่สุทธิ 32 สาขาในไตรมาส 4/2568 ส่วนใหญ่มาจากแฟรนไชส์ Bonchon, GAGA และ Dairy Queen ในประเทศไทย รวมถึงการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในประเทศอินโดนีเซีย การนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจในภูมิภาค และความสนใจจากพันธมิตรแฟรนไชส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของแบรนด์ โมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยในระดับที่ดีของร้านที่น่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซียเริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน MINT ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดีย ผ่านการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder
สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี 2569 มีความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light และยังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านราคาหุ้น MINT ปิดที่ 26.25 บาท ลดลง 0.50 บาทหรือ-1.87% ครึ่งวันที่ 16 ก.พ.2569
